Wednesday, March 27, 2013

คิดอีกครั้งก่อนสั่งนักเก๊ท

ครั้งนึงเพื่อนที่เคยทำงานร้านฟาสต์ฟู้ดเล่าให้ฟังว่านักเก๊ทไก่์มีส่วนผสมลับที่เรียกว่าขยะดีำๆนี่เอง นั่นคือพอได้เวลาปิดร้านปุ๊บ พนักงานจะเอาเศษไก่เหลือๆในจานที่ลูกค้ากิืนไม่หมดมาช่วยกันขูดๆเศษเนื้อที่ติดกระดูกออก ปรุงรส แล้วทอดใหม่เป็นนักเก๊ทของวันต่อไป แม้นางจะเล่าด้วยสีหน้าจริงจังแต่อิชั้นก็ไ่ม่ได้ปักใจเชื่อหรอกนะ คือมันฟังดูเป็นมุขไม่ค่อยขำที่เอาไว้อำต่อๆกันมาซะมากกว่า คิดในใจ แม็คไม่น่าจะกากขนาดเอาไก่ทอดแทะแล้วมาขายใหม่หรอกน่า..


พอมาวันนี้ได้รู้ถึงส่วนผสมของนักเก๊ทไก่ืแบบเจาะลึกกว่าเดิม แม้ส่วนผสมจะแตกต่างแ่ต่ก็ทำเอาพะอืดพะอมและสะเทือนขวัญได้ไม่น้อย แถมยังมีที่มาจากแนวคิดเดียวกันนั่นคือ "กำจัดขยะให้เป็นสินค้า" ดังนั้น 50% ของนักเก๊ทไก่จะประกอบไปด้วยชิ้นส่วนที่คัดแล้วว่าเหลือทิ้ง ทั้งกระดูก ลูกตา สมอง กล้ามเนื้อ เครื่องในทุกส่วน รวมถึงบรรดาลูกเจี๊ยบตัวผู้ทั้งหลายที่เกิดมาชีวิตก็ไร้ค่าทันที ด้วยเหตุที่พวกมันไม่ทำเงินเพราะออกไข่ไม่ได้เหมือนตัวเมียแถมโตช้ากว่าและเนื้อของไก่ตัวผู้ก็ไ่ม่อวบใหญ่เท่าไก่ตัวเมีย ดังนั้นชะตาของลูกเจี๊ยบตัวผู้จึงไม่ต่างจากขยะของโรงงานที่มักถูกกำจัดด้วยการโยนลงเครื่องบดทั้งเป็นวันละมากกว่า 150,000 ตัว ความน่ารักจิ๊บๆๆ ของลูกเจี๊ยบจึงไร้ค่าพลันเพราะดันมาเกิดเป็นตัวผู้ในโรงงานที่มีเจ้าของไ้ร้ความเมตตาปราณี หวังหากำไรกับชีวิตสัตว์ีที่ต่อสู้ไม่ได้แม้แต่จะเอาชีวิตตัวเองรอด




ลูกไก่ตัวผู้กลายเป็นขยะที่ถูกรีไซเคิล




ส่วนผสมอีก 50% ของนักเก๊ทคือแป้งข้าวโพด, น้ำตาล, เครื่องปรุงรสสังเคราะห์ที่ชื่อ Autolyzed yeast extract หรือผงชูรสอีกแบบที่มีผลทำให้เกิดโรคอ้วน เสร็จแล้วเอาไปเติมสารกันบูด TBHQ ที่ทำให้คลื่นไส้,สมองเบลอยิ่งได้รับสารนี้ในปริมาณสูงจะส่งผลให้เกิดเนื้องอกในท้อง และถ้ากินสารนี้เข้าไป 5 กรัมก็ตายได้เลย นอกนั้นยังใส่ ไดเมทิลโพลีไซโลเซน สารเคมีที่ช่วยให้น้ำมันไม่เป็นฟองเวลาทอดหลายครั้ง สารนี้เป็นซิลิโคนตัวเดียวกับที่ใช้ใส่ในนมปลอม เครื่องสำอางค์ และดินน้ำมัน ฟังดูน่ากลัวมากกว่าน่ากินนะ ซึ่งอิชั้นค่อนข้างมั่นใจว่าคงไม่มีใครติดสารเคมีเหล่านี้ไว้ในตู้เย็นที่บ้านเพื่อใช้เติมอาหารที่ทำกินกันในครอบครัวเป็นแน่ แล้วเหตุใดเล่าเราถึงต้องเดินเข้าร้านฟาสต์ฟู้ดเพื่อจ่ายเงินแลกกับเศษซากศพไก่ใส่สารพิษพวกนี้ด้วย


ส่วนภาพที่เห็นเป็นเส้นสีชมพูเหมือนกองขี้ช้างเผือกก็คือเลือด กระดูกและอวัยวะเหลือทิ้่งของสัตว์ที่ถูกบดรวมกันแ้ล้ว ฝรั่งเรียกสิ่งนี้ว่า "Pink Slime" แปลว่า "เมือกชมพู" ฟังดูน่ากินดีมะ? แต่ที่เห็นว่านักเก๊ทมีสีขาวน่ากินก็เป็นเพราะเค้าใ่ส่สีสังเคราะห์สีขาวลงไปก่อนนำไปทอดน่ะสิ ส่วนคำจำกัดความของ Pink Slime ตาม USDA บอกว่าเมือกชมพูมันคือ"อวัยวะเหลือทิ้งของสัตว์ที่มีราคาถูกแสนถูก นำมาบดผสมรวมกับไขมันจนละเอียด ผ่านการฆ่าเชื้อโรคด้วยแอมโมเนีย" เพราะปกติแล้วเศษซากสัตว์ที่ว่าจะเต็มไปด้วยแบคทีเรียไชยั้วเยี้ยเช่นอีโคไล แต่แอมโมเนียมันคือสารเคมีที่ปกติจะใส่ในน้ำยาล้างทำความสะอาดพื้น แต่กรณีนี้กลับเอามาใส่ในเืนื้อบดเพื่อฆ่าเืชื้อโรคซะงั้น ย้อนไปในอดีตเมือกชมพูจะถูกขายในรูปแบบของอาหารหมา แต่ตอนนี้ดันเอามาจำหน่ายให้คนกินด้วยเพื่อเพิ่มยอด ดังนั้นเนื้อบดที่ขายในซุปเปอร์มาเก๊ตจึงประกอบด้วยเมือกชมพูถึง 70% ทั้งแฮมเบอร์เกอร์ ไส้กรอก ซาลามี่ และนักเก๊ทไก่ด้วย น่าสงสัยไม่้น้อยว่าถ้าซากสัตว์เหล่านั้นมันสกปรกขนาดต้องพ่นยาฆ่าเชื้อแรงๆแบบนี้ มันก็ไม่ต่างจากขยะเน่าเหม็นที่พยายามเอามาขายต่อให้ลูกค้ากินเลยสิ?







เจมี โอลิเวอร์ เชฟเซเลบผู้โด่งดังจากรายการทำอาหาร ก็เป็นอีกคนนึงที่ทนไม่ไหวกับนิสัยเห็นแก่ได้ของพ่อค้าใจทรามที่หวังทำแต่กำไรโดยไม่สนใจความปลอดภัยของผู้บริโภค เค้าเลยถ่ายวีดีโอสาธิตการทำเนื้อบดอาบยาพิษแอมโมเนียให้ได้ดูกันต่อหน้าผู้ชมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พร้อมแฉให้ฟังว่าเนื้อบดที่ขายกันทั่วไปก็มีการเติมแอมโมเนียซึ่งเป็นอันตรายและควรเอาไปให้หมากินมากกว่าจะเอามาขายให้เด็กๆ หลังจากคลิปถูกเผยแพร่ออกสื่อ บริษัทยักษ์แห่งฟาสต์ฟู้ดก็ได้ออกมาประกาศว่าเริ่มหยุดใช้เมือกชมพูในเนื้อบดแล้ว เช่นแม็คโดนัลด์ ก็เพิ่งประกาศหยุดใช้ตอนปี 2011 รวมถึงเบอเกอร์คิงและทาโก้เบลล์ด้วย กรณีนี้แสดงว่าถ้าไม่มีคนดังของสังคมอย่างพ่อครัวเจมี่ออกมาประท้วงด้วยคลิป ร้านฟาสต์ฟู้ดรายใหญ่หลายเจ้าก็จะยังคงขายอาหารปนเปื้อนสารเคมีให้คนทั่วโลกกินต่อไปโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้าใช่หรือไม่? ที่น่าคิดก็คือเหตุใดอย.ที่ควรเป็นหูเป็นตาให้กับผู้บริโภคถึงไม่แบน และปล่อยให้ขายมานานได้ขนาดนี้? ยังไงก็ตามอิชั้นคิดว่ามันไม่ยุติธรรมต่อสิ่งมีชีิวิตหน้าไหนทั้งสิ้น ไม่ว่าสัตว์หรือคนก็ไม่สมควรต้องตกเป็นเหยื่อและยอมกินอาหารปนสารพิษเหล่านี้ เพราะอาหารดีๆยังมีอยู่ทั่วไปและหาได้ง่ายในธรรมชาติ ความอร่อยมันอยู่ในปากได้ไม่นานหรอกก็ต้องกลืน แต่ร่างกายนี้ยังต้องใ้ช้ไปอีกไม่รู้อีกกี่สิบปี ดังนั้นหากเห็นด้วยว่าสุขภาพของคุณและคนที่คุณรักคือสิ่งสำคัญ ก็โปรดระวังในการเลือกซื้ออาหาร เพราะทุกอย่างที่วางขายถึงจะกินได้แต่ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยและวางใจได้นะ 


14 comments:

  1. สยองขึ้นมาทันที 555+

    ReplyDelete
  2. เลิกกินตลอดชีวิต

    ReplyDelete
  3. การไม่สนับสนุนผู้ผลิตที่ไม่จริงใจกับลูกค้า เป็นวิธีเดียวที่จะช่วยให้เค้าปรับปรุงนิสัยเห็นแก่ได้และให้หันมาใส่ใจความปลอดภัยของลูกค้าให้มากขึ้นค่ะ สำัคัญที่สุดเราต้องห่วงสุขภาพของเราก่อน เพราะร่างกายนี้ต้องการสารอาหารดีๆและปลอดภัย ไม่ใช่เศษขยะผสมสารพิษก่อมะเร็งทอด
    ขอบคุณทุกๆคอมเม้นนะคะ :D

    ReplyDelete
  4. กินขยะมาตั้งหลายปี อย.ก็รู้เห็นเป็นใจ

    ReplyDelete
  5. ขอบคุณ
    เอาไปแชร์นะครับ

    ReplyDelete
    Replies
    1. ยินดีค่ะ :) ขอบคุณเช่นกัน

      Delete
  6. เมื่ออาหารกลายมาเป็นธุรกิจของผู้ผลิตที่หวังแต่ผลประโยชน์ของตัวเองมากที่สุด ผลมันก็จะเป็นแบบนี้แหละค่ะ แต่ก็แปลกนะคะหลังจากบทความนี้ถูกแชร์ในโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆและเว็บบอร์ดใหญ่ๆ หลายคนกลับบอกว่าจะกินต่อไปถึงแม้มันจะเป็นขยะทอดเพราะอย่างน้อยก็เป็นโปรตีน -_- ถามหน่อยเถอะค่ะ ถ้าคุณจะทำอาหารกินเองหรือสำหรับครอบครัวและคนที่คุณรัก คุณจะผสมลูกตา,สมองและลูกไก่บดทั้งตัวลงในอาหารด้วยมั้ย? แน่นอนว่าไม่เพราะมันน่าอ้วกและน่าสงสารมากกว่าน่ากิน แต่ทำไมพอมันถูกเอามาทอดขายในร้านฟาสต์ฟู้ดชื่อดังกลับคิดว่าไม่เป็นไร? บางคนไม่เชื่อว่า Mcdonaldจะใช้ส่วนผสมขยะในอาหาร บ้างก็ให้เครดิตว่าร้านระดับโลกขนาดนี้เค้าไม่ทำหรอก ทั้งๆที่ทางแม็คก็ออกมาประกาศเองว่าเพิ่ง"หยุด"ใช้ไปเมื่อปี 2011 แปลว่าเค้า"เคยใช้"ถ้าไปถามคนอเมริกันเค้าก็จะบอกว่าแม็คมันคืออาหารขยะที่ราคาถูกที่สุดในประเทศแล้วไม่ได้วิเศษอะไรเลย
    ที่น่าสลดที่สุดก็คือแทบไม่มีใครคิดถึงชีวิตเล็กๆอย่างพวกลูกไก่ตัวผู้ที่ต้องโดนกำจัดทั้งเป็นเพราะมันเป็นเมนส์ไม่ได้ ถ้าพวกมันไ่ม่ได้มาเกิดในโรงงานผลิตอาหารนรกมันก็จะไม่ต้องมีชะตากรรมแบบนี้ ลูกสัตว์และลูกมนุษย์เมื่อแรกเกิดจะน่ารักและมันไ่ม่ใช่เรื่องบังเอิญเพราะมันต้องการความรักมากที่สุด ลองคิดภาพลูกหมาโดนโยนลงเครื่องบดทุกวัน วันละ 150,000 ตัวดูซิว่าจะรู้สึกยังไง แล้วถ้ามันมาอยู่ในอาหารที่ขายในสาขาทั่วโลกล่ะ ยังจะคิดว่าชิลๆมั้ย? ทุกชีวิตรักชีวิตเท่ากับที่คุณรักชีวิตของตัวเองนั่นแหละค่ะ

    ขอบคุณทุกคนที่ช่วยแชร์นะคะ

    ReplyDelete
  7. โปรดหลีกเลี่ยงอาหารอุตสหากรรม ดัดแปลงทั้งหมด น้ำตาลทราย เกลือ สี รวมทั้ง ไอเดียแปลกในการดัดแปลงเมนูอาหารทั้งปวง ความคิดสร้างสรรค์ให้เอาไปใช้กับสิ่งนอกร่างกายเถิด
    ขอแสดงความนับถือ
    Dr.rattawach
    http://goo.gl/x38rB

    ReplyDelete
    Replies
    1. LIKE
      ด้วยความเคารพ

      Delete
  8. เนื้อสัตว์ต้นเหตุ สารพัดโรคภัยร้ายนานาชนิด
    ข้อมูลเพิ่มเติม ที่อยากให้อ่าน ได้ พิจารณา ถึงบทความทางวิชาการ



    ที่น่าเชื่อถือนับพัน ๆ บทความที่มีการศึกษาวิจัยกว่า 15 ปี ซึ่งพอที่มีผลสรุปคล้าย ๆ คลึงกัน



    ผู้ป่วยโรคมะเร็ง รังแต่เพิ่มขึ้นทุกๆ วัน ในหมู่ผู้บริโภคเนื้อสัตว์ที่กำลังทวีสูงขึ้น



    เนื้อสัตว์ บ่อเกิดของโรคร้ายนานาชนิด เช่น สารพัด โรคมะเร็งร้าย นานาชนิด
    จากงานศึกษาวิจัย โดยคณะแพทย์ ผูเชี่ยวชาญ ระดับ โลก

    ข้อมูลที่น่าสนใจในเวปข้างล่าง

    http://www.watisan.com/showdetail.asp?boardid=1080

    ReplyDelete
    Replies
    1. ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ

      Delete
  9. ขอบคุณมากครับ ขออนุญาตเผยแพร่ต่อนะครับ

    ReplyDelete