Friday, January 2, 2015

สวัสดีปีใหม่ผู้อ่านทุกท่านที่แวะมา

ปีใหม่ปีนี้มี ส.ค.ส มาฝากผู้อ่านกันด้วยนะ แปลจากหนังสือขายดีอันดับหนึ่งสำหรับแนวพัฒนาด้านวิญญาณจิตใจให้มีสุขภาพดีเรื่องนี้ชื่อ "The 4 Agreements" เขียนโดย Don Miguel Ruiz นักเขียนผู้ถูกเรียกว่าเป็นเหมือนพ่อมดหรือผู้ทรงศีลของลัทธิจารีต Toltec สอนเกี่ยวกับศาตร์แห่งการพัฒนาตัวตนและจิตวิญญาณแบบโบราณที่อ่านแล้วเห็นว่าน่าสนใจและควรค่าแก่การเผยแพร่ต่อเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับใครที่กำลังอยากเป็นอิสระจากความทุกข์ทางใจ สวัสดีปีใหม่ขอให้แฮปปี้กันตลอดปีค่ะ


Friday, July 18, 2014

สัมภาษณ์อาจารย์เทควันโดชาวอเมริกัน กรณีก้อย รุ่งระวีนักกีฬาทีมชาติโดนโค้ชเชต่อย



"โค้ชบอกว่าเรามาแข่งขันนะไม่ได้มาเที่ยวต้องเตรียมพร้อม 
แล้วโค้ชเชก็ถามว่ามีกี่สนามพอตอบเสร็จก็โดนต่อยที่ท้อง 
ซึ่งน้องอีกคนก็โดนเหมือนกัน แต่หลังจากนั้นหนูก็โดนคนเดียว 
รวมแล้ว 10 กว่าหมัดได้"
จากกรณีของนักกีฬาเทควันโดหญิง ก้อย รุ่งระวีโดนโค้ชเกาหลี เช ยอง ซอก ต่อยรัวสิบกว่าหมัดเข้าที่หน้าและท้องจนอ้วกแตก เธอได้ออกมาโพสแฉการกระทำอันป่าเถื่อนของโค้ชเชในเฟซบุ้คว่ารับไม่ได้และจะไม่ทนจนเป็นที่กล่าวขานวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก คอมเม้นท์ส่วนใหญ่ออกแนวปกป้องโค้ชเชว่าทำถูกต้องแล้ว น้องก้อยน่ะแหละที่สมควรโดนเพราะผิดฐานไม่มีความพร้อมจนทำให้แข่งขันแพ้และพากันด่ากราดว่าเธอ จากเรื่องนี้ทำให้เกิดความสงสัยว่าการทำโทษแบบนี้ในวงการศิลปะป้องกันตัวเป็นเรื่องปกติที่ต้องยอมรับจริงๆหรือ? การทำโทษแบบนี้เป็นประโยชน์ต่อตัวนักกีฬาจริงมั้ย? หรือมันเป็นเพียงการระบายอารมณ์โกรธของผู้ชายที่ไร้สติ จึงได้ขอสัมภาษณ์กับอาจารย์สอนเทควันโดชาวอเมริกัน Eric Dubay นักกีฬาต่อสู้ผู้มีประสบการณ์สอนศิลปะป้องกันตัวหลายแขนงมากว่า 16 ปีดูว่าเค้ามีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง

อาจารย์แอริค
1. คุณคิดอย่างไรกับโค้ชเชที่ทำโทษนักกีฬาด้วยวิธีต่อยหน้าและท้อง

ตอบ: กรณีนี้ก็ไม่ต่างจากพ่อแม่ที่ตีลูก หรือครูที่ตีเด็กในห้องเรียนเพื่อให้หลาบจำจะได้ไม่ทำผิดอีก แต่ก็มีงานวิจัยออกมาเยอะมากว่าการกระทำแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น แต่ส่งผลเสียหลายอย่างเช่นจะทำให้ผู้ถูกกระทำกลายเป็นคนรุนแรง ไอคิวต่ำลง ทุกคนที่เรียนวิชาป้องกันตัวเรียนเพื่อเพิ่มความสามารถในการป้องกันตัวเองได้ ไม่ใช่เพื่อโดนทำร้ายร่างกายจากอาจารย์ผู้สอน
 
2. ในกรณีน้องก้อยที่ออกมาประจานการกระทำของโค้ชเช แต่กลับโดนคนส่วนใหญ่ในโซเชียลเน็ตเวิร์คด่าว่าผิดเองที่ไม่มีความพร้อมในการแข่งขันจนทำให้แข่งแพ้ คุณคิดว่าน้องก้อยสมควรโดนหรือไม่


ตอบ : 90% ของพ่อแม่ในโลกนี้ตีลูกตัวเองเพราะคิดว่าลูกสมควรโดนและยังคิดว่าการตีเป็นวิธีเลี้ยงลูกที่ดี ผมเลยไม่แปลกใจที่คนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการกระทำของโค้ชเช แต่ขอให้คน 90% นี้ได้ลองดูวีดีโอ The Bomb in the Brain ของนักปรัชญา Stefan Molyneux ที่พิสูจน์ว่าการทำโทษด้วยการทำร้ายร่างกายคือสิ่งแย่ที่สุดที่สามารถทำกับลูกหรือนักเรียนได้ รวมถึงแย่กับสังคมในอนาคตด้วย  

 
3.นักกีฬาเทควันโดไทยหลายคนที่เคยโดนโค้ชเชทำร้ายร่างกาย แต่ก็ยังอยากให้โค้ชเชกลับมา คุณคิดว่าเกิดจากสาเหตุใด

ตอบ : เป็นเหตุผลเดียวกันกับผู้หญิงที่โดนทำร้ายร่างกายโดยสามีแต่ยังไม่ยอมเลิกและเที่ยวบอกคนอื่นว่าจริงๆแล้วเขาเป็นคนดี การที่คนๆหนึ่งจะยอมเป็นเหยื่อขนาดนี้เป็นโรคจิตที่เรียกว่า Stockholm Syndrome หมายความว่าคนที่โดนทำร้ายร่างกายและถูกควบคุมจนชอบหรือกระทั่งรักคนที่ทำร้ายร่างกายตัวเอง

4.จากข่าวน้องก้อยบอกว่าโดนต่อย 10 กว่าหมัด แต่โค้ชเชออกมาบอกว่าไม่ได้ต่อย แต่แค่ตีที่หน้าและท้องเบาๆเป็นการทำโทษ คุณเชื่อใคร?


ตอบ : ผมเชื่อคนที่โดนทำร้ายไม่ใช่คนที่ลงมือทำร้าย คนที่ฝึกศิลปะป้องกันตัวปกติจะมีคุณธรรมและตั้งใจพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ถ้าโค้ชเชไม่สามารถบังคับตัวเองให้ไม่ทำร้ายร่างกายคนอื่นที่ทำในสิ่งที่เค้าไม่ชอบไม่ได้ มันก็แสดงให้เห็นว่าเค้าจำเป็นต้องพัฒนาคุณธรรมของตัวเองอีกมาก ผมสงสัยจังว่าถ้าสมมุติแคชเชียร์เกิดทอนเงินผิดเค้าจะตีที่หน้าแคชเชียร์ไหม ถ้าพนักงานเสิร์ฟเอาอาหารมาให้ผิด โค้ชเชจะตีท้องของเค้าไหม คงจะไม่ เพราะการกระทำแบบนี้ถือว่าผิดกฎหมายอาญา


5. คุณเคยแพ้ในการแข่งมั้ย? แล้วโค้ชทำโทษคุณอย่างไรบ้าง?

ตอบ : เคยแพ้แต่ไม่เคยโดนลงโทษ โค้ชไม่เคยลงโทษนักกีฬาเพราะการแพ้คือการลงโทษที่แย่มากพออยู่แล้ว โดยเฉพาะการแพ้จากกีฬาต่อสู้มันแปลว่าคนที่แพ้ผ่านการเจ็บตัวแน่นอน ซึ่งโค้ชจะให้กำลังใจตลอดและบอกว่าไม่เป็นไร กีฬามีแพ้มีชนะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่สุดของชีวิต

6.หากกรณีนี้เกิดขึ้นในประเทศอเมริกาแทนที่จะเป็นประเทศไทยคุณคิดว่าจะเป็นอย่างไร

ตอบ : โค้ชเชจะติดคุกแน่นอน และคนส่วนใหญ่จะบอกว่าเขาสมควรติดคุก เพราะการที่ผู้ชายทำร้ายร่างกายผู้หญิงเป็นสิ่งทุเรศ

เอาล่ะนั่นก็ความเห็นจากอาจารย์เทควันโดที่อยากให้ได้อ่านกัน ส่วนความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนที่ตัดสินใจเขียนเรื่องนี้ก็เพราะว่ารู้สึกอเน็จอนาถใจกับคนไทยที่ต่างพากันด่าคนที่โดนทำร้าย ทั้งๆที่มันเป็นเรื่องง่ายมากที่จะเข้าใจได้ว่าผู้ชายไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งอะไรถ้าทำร้ายผู้หญิงก็ไม่ต่างจากไอ้หน้าตัวเมีย ที่เป็นกันแบบนี้ก็เพราะคนไทยเราถูกสอนให้ยอม ยอม และยอมตกเป็นเบี้ยล่าง เราถูกสอนกันมาผิดๆว่าการตีคือการแสดงความรักและหวังดี ทั้งๆที่มันเป็นค่านิยมที่ผิดและบ้าที่สุด ผลของมันก็แสดงให้เห็นกันชัดเจนในวันนี้แล้วว่า ใครก็ตามที่ถูกทำร้ายที่กล้าพูดกล้ายืนสู้เพื่อตัวเองจะไม่ถูกเห็นใจ แต่จะโดนหมันไส้แทน เพราะคนไทยไม่ชินกับคนที่กล้าจะไม่ยอม คนไทยโดนล้างสมองด้วยคำว่า"ไม่เป็นไร" ถ้ามีใครกล้าหือคนนั้นจะกลายเป็นเป้านิ่งซะเอง แต่หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปมันจะแย่ลงเรื่อยๆ การปล่อยให้คนเลวทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจคือการยอมรับความหายนะโดยไม่ทำอะไรเลย


Tuesday, November 26, 2013

ต่อผม..เสี่ยงตาย


มีเรื่องสยองของการต่อผมมาเล่าให้ฟังกันอีกครั้งหลังจากเคยเขียนแชร์ไปแล้วรอบนึงเกี่ยวกับประสบการณ์ด้านลบของการมีผมปลอมอยู่บนหัวยาวนานถึง 5 ปี สำหรับเรื่องนี้คิดว่าหลายๆคนอาจเคยได้ิยินกันมาบ้างที่ว่าบางซาลอนไปเอาผมคนตายมาต่อใส่หัวลูกค้า ตรงนี้ก็ไม่แน่ใจว่ามือกรรไกรได้ทำเรื่องขอขมาเจ้าของผมหรือยัง เพราะเคยได้ยินมาว่าหลายนางต้องพบเจอเรื่องลึกลับกลางดึกกับเสียงทวงโหยหวนเอาผมกูคืนมา บ้างก็เจอผีหัวโล้นขูดกำแพง เฟิร์สเองเคยมีประสบการณ์เจอผีมาเยอะแต่ไม่เคยโดนเรื่องทวงผมกับเค้าซักที ยังแอบคิดในแง่ดีว่าไม่น่าจะมีใครไปโกนผมคนตายมาขายหรอกมั้ง แต่หลังจากอ่านข่าวนี้ ก็เริ่มจะเชื่อแล้วล่ะ

เป็นเรื่องราวของไอรีนสาวชาวเคนย่าที่ไปต่อผมมาและหลังจากนั้นสองอาทิตย์ก็เกิดอาการปวดหัวอย่างแรงแบบนอนไม่หลับทำงานไม่ไหวโดยไม่ทราบสาเหตุ เธอเลยลงทุนไปตรวจเลือดและสแกนสมองแต่ก็ไม่เจอสิ่งผิดปกติใดๆ แต่หลังจากลองให้หมอตรวจสภาพหนังศรีษะแล้วทั้งแพทย์และคนไข้ก็ต้องตกตะลึงเพราะใต้ผมปลอมอันเงางามกลับมีหนอนไชเข้าไปอยู่ใต้หนังศรีษะเพียบ แถมพอส่งไปให้แล็บตรวจก็เจอไข่อีกหลายจำนวน ที่สำคัญหนอนพวกนั้นเป็นชนิดที่ปกติจะพบได้ในศพคนตาย คุณหมอเลยลงความเห็นว่าเส้นผมที่เธอไปต่ออาจจะเป็นผมที่ตัดมาจากร่างไร้วิญญาณก็เป็นได้  ที่น่าเศร้าก็คือสุดท้ายไอรีนต้องจำใจเปลี่ยนสไตล์กลายเป็นสาวหัวโกร๋นเพราะต้องโกนทิ้งทั้งหัว เมื่อไถ่ถามถึึงเรื่องที่ว่ากับเจ้าของซาลอนก็ได้คำตอบมาว่า"เส้นผมที่ใช้ต่อให้กับลูกค้าจะรับมาจากประเทศอังกฤษ,อเมริกาและอินเดีย เหตุการณ์นี้ทำให้ชีช็อกมากๆ และไอรีนเป็นลูกค้าคนแรกในประวัติศาสตร์ร้านที่ได้ไข่แมลงไปเลี้ยงในกะโหลก แต่จากประสบการณ์ของคุณหมอ CK Musau แห่งรพ.ไนโบรีกลับบอกว่าเค้าเจอเคสแบบนี้มามากกว่า 10 ครั้งแล้วในเวลาแค่ 6 เดือน มีหนึ่งรายที่ไม่โชคดีแบบไอรีนเพราะต้องตายในวัยเพียง 16 ปีจากอาการเดียวกัน หลังจากที่เธอเสียชีวิตก็พบว่ามีไยแมงมุมในเส้นผมด้วย เหตุผลที่ว่าทำไมไข่แมงมุมมันถึงไปฟักบนหัวหลังจากที่ต่อผมแล้วก็คือเมื่อเส้นผมจากคนตายย้ายมาอยู่บนหัวของคนเป็นก็จะมีอุณหภูมิที่เหมาะสมในการฟักไข่มากกว่า หลังจากมันออกมาเป็นตัวแล้วก็จะกัดแทะหนังศรีษะและปล่อยพิษเข้าไปจนทำให้เสียชีวิต 

เอาล่ะสิ งานนี้สาวๆที่อยากจะต่อผมคงจะเริ่มนอยด์กันแล้วว่านี่กรูจะเป็นเหยื่อรายต่อไปมั้ยเนี่ย? ขอแนะนำว่าด่านประการแรกที่จะช่วยให้ชีวิตปลอดภัยจากด้านมืดของการเสิรมสวยแบบไร้สติก็คือการสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง ฝึกให้ตัวเองสบายใจกับธรรมชาติและร่างกายของตัวเองในกระจกให้ได้ เพราะความสุขที่แท้จริงคือการที่สามารถยอมรับ และพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีให้มากที่สุด สามารถออกไปเดิน นั่ง ยืนท่ามกลางคนอื่นๆได้แบบไม่ต้องห่วงว่าใครจะคิดอย่างไรกับสภาพภายนอกในตอนนั้น เมื่อคิดได้แบบนี้ความมั่นใจจะเกิดขึ้น แคร์คนอื่นน้อยลง และมันจะช่วยให้คุณดูดีในแบบของตัวเองได้ไม่ยาก แต่ที่สำคัญต้องเปลี่ยนความคิดก่อนไม่ใช่เปลี่ยนตัวเองให้คนอื่นชอบ ส่วนใครที่คิดว่ากำลังจะไปต่อผมแต่เริ่มจะเปลี่ยนใจหลังอ่านเรื่องนี้ เฟิร์สขอแนะนำวิธีที่ช่วยให้ผมหนาและยาวแบบวิธีธรรมชาติจากประสบการณ์ของเฟิร์สเอง เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่ผมบาง ยังไงลองเข้าไปอ่านได้ในบทความนี้เลยนะคะ 

Tuesday, November 5, 2013

โปรดเห็นใจฝรั่งบ้าง


ถ้าไม่ได้มีแฟนฝรั่งก็คงไม่รู้ว่าฝรั่งที่มาอาศัยอยู่บ้านเราเึ้ึค้าโดนกันแบบนี้ เกือบทุกครั้งที่ออกไปข้างนอกด้วยกัน สังเกตุว่ามักจะมีเสียงตะโกนไล่หลัง "ฝรั่ง ฝรั่ง!" ราวกับว่าคนที่พูดไม่เคยพบเห็นคนต่างชาติผิวขาวผมทองมาก่อน
  มันจะไม่แปลกเลยถ้าคนที่ตะโกนเป็นเด็กตัวเล็กๆที่เห็นอะไรก็ชี้นิ้วทักเสียงดังเพราะมันเป็นธรรมชาติของเด็กที่เข้าใจได้ แต่ที่โดนอยู่ประจำนี่มันยากที่จะทำใจไหวเพราะเป็นผู้ใหญ่ที่โตพอจะแยกแยะว่าอะไรควรอะไรไม่ควรได้แล้ว ทำให้รู้สึกว่าเวลาออกไปไหนกับแฟนหาความสงบได้ยากจัง น่าเห็นใจที่สุดก็คือตลอด 9 ปี ที่เค้าย้ายมาปักหลักอยู่บ้านเราเค้าโดนแบบนี้เป็นประจำ ลองคิดภาพเดินอยู่ดีๆมีเสียงลอยมาFarang! Farang! Hey you! Hello Hello!  Yo Man Yoจะว่าอยากฝึกภาษาก็ไม่น่าใช่ เพราะเคยหันไปมองหน้าเจ้าของเสียงเค้าดันกลับเงียบฉี่บางทีก็หลบสายตาซะอย่างงั้น หนักหน่อยก็ Fuck You!  บางทีก็ Go Home! บ้างล่ะ ลองคิดดูว่าถ้าเราไปอยู่ประเทศอื่นแล้วโดนคนประเทศนั้นตะโกน Hey Thai ใส่เป็นกิจวัตรทุกวันก็คงจะไม่ชอบเหมือนกันใช่มั้ย เหมือนโดนล้อเลียน ความรู้สึกไม่ได้เป็นมิตรเลย อึดอัดแทนจริงๆ อย่างเช่นวันนี้ตอนกลับจากกินข้าวกำลังเดินจูงมือกันอยู่ก็มีชายไทยขับมอไซค์มา ช่วงที่สวนกันมีหันมองจ้องหน้าแล้วตะโกนว่า "เหี้ย" ก็ไม่เข้าใจว่าฝรั่งไปทำให้เค้าอารมณ์เสียขนาดต้องปล่อยสัตว์เลื้อยคลานออกมาแบบนี้ทั้งๆที่เดินอยู่ดีๆ  ใครที่ชอบตะโกนใส่ฝรั่งแบบนี้โปรดหยุดเถอะ เพราะมันไม่ได้ช่วยให้คนไทยดูเป็นมิตรในสายตาคนต่างชาติเลยซักนิด เหมือนคุณพยายามรบกวนเค้าจนฝรั่งหลายๆคนที่เคยใฝ่้ฝันอยากมาเที่ยวเมืองไทยกลับต้องมาเจอกับคนไทยบางคนที่ทำให้เค้ารู้สึกว่าโดนเหยียดเชื้อชาติ   อีกหนึ่งอย่างที่น่าเห็นใจก็คือการไปโก่งราคา ไม่ว่าจะอาหาร เสื้อผ้า หรือค่าเข้าสถานที่่ท่องเที่ยวต่างๆที่มีการตั้งราคาคนไทย ราคาฝรั่งที่่ต่างกัน 2-3 เท่าไว้อย่างชัดเจน ทั้งๆที่ประเทศอื่นในโลกนี้ไม่มีการเอาเปรียบนักท่องเที่ยวแบบนี้ เพียงเพราะว่าเราคิดว่าบ้านเมืองเค้าเจริญกว่าหรือมีปัญญาจ่ายค่าเครื่องบินมาเที่ยวไทยแลนด์ฺก็ไม่ได้แปลว่าเค้าอยากจะจ่ายแพงกว่าจริงมั้ย และที่น่าเศร้าก็คือคนไทยหลายๆคนแทนที่จะเห็นใจและช่วยกันเปลี่ยนพฤติกรรมเห็นแก่ได้แบบนี้ กลับรู้สึกภูมิใจที่ไปโกงเค้าได้สำเร็จ โดยหารู้ไม่ว่าภาพลักษณ์สยามเืมืองยิ้มคนไทยผู้อ่อนโยนได้แตกกระจายไปแล้ว บางคนถึงขั้นสาบส่งว่าจะไม่มาเหยียบบ้านเราอีกเลย ใครที่มีเพื่อน หรือแฟนเป็นฝรั่ง มีประสบการ์ณแบบนี้บ้างมั้ยคะ แล้วรับมือกันยังไงบ้าง มาแชร์กันค่ะ  

Thursday, July 11, 2013

ประวัติและด้านมืดของน้ำยาทาเล็บ


รู้มั้ยว่าการทาเล็บมีประวัติยาวนานถึงเจ็ดพันกว่าปีมาแล้วถือกำเนิดขึ้นที่ประเทศอินเดียและพวกเค้าก็ใช้เฮนน่าเนี่ยแหละเอามาเป็นสีทาเล็บด้วย ต่อมาในสมัยอียิปโบราณเหล่าราชินีก็นิยมตกแต่งเล็บมือเท้าด้วยสีแดงเจิดจ้าแสดงถึงบารมีประจำตัวว่าข้าน่ะเข้มแค่ไหน เช่นพระนางเนเฟอร์ติติทาสีแดงทับทิม,คลีโอพัตราทาสีแดงเลือด ส่วนสามัญชนคนธรรมดารวมถึงเหล่าทาสทั้งหลายก็มีสิทธิทาได้แค่สีซีดๆจางๆเท่านั้นแหละนะ

สปาเล็บสมัยอีิยิปโบราณ


ในประเทศจีนเองก็เหมือนกันที่การทาเล็บถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความมั่งคั่งและสถานะทางสังคม เ่ช่นในสมัยราชวงศ์หมิงจะมีเฉพาะเหล่าราชนิกุลเท่านั้นที่ได้รับสิทธิให้ทาเล็บด้วยสีแดงและดำ ส่วนในสมัยราชวงศ์โจวก็็ดูดีมีระดับได้อีกเพราะเลือกทาแต่สีเงินทอง มีไฮไลท์อยู่ที่เหล่าสตรีชั้นสูงยุคนั้นจะตั้งใจไม่ยอมตัดเล็บจนยาวเฟื้อยเป็น10 ซม.เพื่อบอกเป็นนัยๆว่าชั้นคือคุณนายไฮโซผู้มีชีวิตสุขสบายเกินกว่าต้องคอยตัดเล็บเพื่อทำงานหนักดั่งพวกชนชั้นแรงงาน  ส่วนน้ำยาทาเล็บที่ใช้ในยุคนั้นก็เป็นสูตรที่ีคนจีนคิดค้นขึ้นมาเองจากธรรมชาติล้วนๆส่วนผสมมีแค่ขี้ผึ้ง,ไข่ขาว,อาราบิกกัม,เจลาติน,สีที่สกัดจากดอกไม้ และแร่เงินทอง แต่กว่าจะแห้งก็..รอนาน..หน่อยนะ


สงสัยมั้ยว่าแล้วน้ำยาทาเล็บที่ขายกันตอนนี้เค้าไปได้รับอิทธิพลมาจากไหนกัน? ย้อนไปในยุค 30's น้ำยาทาเล็บขวดแรกของโลกได้อุบัติขึ้นจากไอเดียของมิเชล หญิงสาวชาวฝรั่งเศสที่ำทำงานอยู่ในโรงงานผลิตสีรถยนต์ วันนึงชีเกิดได้แรงบันดาลใจจากสีไฮกลอสที่ใช้พ่นกันในอู่ ด้วยหลงไหลในความเงางาม ทนฝน สะท้อนแดด ไม่หลุดลอกกระเทาะง่าย ทาแล้วยังแห้งไวไ่ม่ต้องใช้เวลามาก จึงเกิดความคิดเอาสีทารถมาประยุกต์ใช้เทใส่ขวดเสียบแปรงเี้ี้ร่ขายตามบิวตี้ซาลอนต่างๆซะเลย ผลปรากฎว่าสินค้าตีตลาดแรงเกินคาด จนเจ้าของบริษัทผลิตสีรถยนต์แห่งนั้นเปลี่ยนชื่อจาก Revson มาเป็น Revlon จนถึงทุกวันนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไ่่ม่ยอมเปลี่ยนแปลงก็คือสารเคมีที่ใช้ในน้ำยาทาเล็บที่ขายกันเกลื่อนกลาดในปัจจุับันมันยังมีส่วนผสมไม่ต่างจากแบบที่ใช้ทำสีรถยนต์ ขนาดที่ว่าเคยมีชายหนุ่มเอาน้ำยาทาเล็บมาทารถประชดรักก็ปรากฎมาแล้ว 




ยังไงก็ต้องขอขอบคุณเจ้าของไอเดียที่ทำให้ผู้หญิงเราได้มีน้ำยาทาเล็บใช้กันจนวันนี้ แต่ด้านมืดก็คือส่วนผสมที่ใช้มันไม่ปลอดภัยพอที่จะเอามาให้มนุษย์สูดดมหรือทาลงบนเล็บเอาซะเลย แถมยังถือเป็นขยะอันตรายที่ต้องทิ้งให้ถูกวิธีเพื่อป้องกันสารพิษปนเปื้อนสู่ธรรมชาติอีกด้วย รู้มั้ยว่าน้ำยาทาเล็บโดนจัดให้เป็นเครื่องสำอางค์ที่มีพิษสูงที่สุด โดยเฉพาะ  Toxic Trio 3 สารที่เป็นส่วนผสมหลักๆที่ก่อให้เกิดมะเร็ง เป็นอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์และการเจริญเิติบโตของทารกในครรถ์ เพียงแค่ไอระเหยที่ลอยออกมาก็เป็นพิษต่อปอด ทำให้ระคายเคืองตา ทำลายภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอในระยะยาว โชคร้ายสุดคือบรรดาลูกจ้างระยะยาวตามร้านซาลอนถึงกับต้องล้มป่วย บ้างเป็นโรคปอดทั้งๆที่ไม่สูบบุหรี่ บ้างก็เป็นมะเร็งนม มะเร็งหน้า ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าการทำงานในร้านเสริมสวยทำให้ต้องสะสมสารพิษรวมถึงจากน้ำยาทาเล็บด้วย! อนิจจัง อยากเปลี่ยนอาชีพก็สายไปเสียแล้ว





สภาคุ้มครองผู้บริโภคแฉเจอสารพิษตอนสุ่มตรวจน้ำยาทาเล็บเพียบเลย
เหตุที่น้ำยาทาเล็บสูตรทารถยังคงขายได้มาตลอด 80 กว่าปีแบบไม่มีโดนแบนหรือเปลี่ยนสูตร เป็นเพราะผู้ผลิตและอย.ไม่ได้แคร์สุขภาพของผู้บริโภคมากพอที่จะปรับส่วนผสมให้ปลอดภัยกว่ายกเว้นจะปรับแต่ราคาให้สูงขึ้น อีกเหตุผลที่ปฎิเสธไม่ได้ก็คือผู้หญิงเราเมื่อตกอยู่ในภวังค์อยากสวยแล้วส่วนใหญ่ก็จะละเลยเพิกเฉยต่อความปลอดภัยของตัวเองไปสิ้น เคยมั้ยที่ต่อให้เหม็นแค่ไหนชั้นก็ยินดีกลั้นใจทาจนเล็บสุดท้าย ตอนอยากได้ขวดใหม่ก็เลือกหาแต่สีสันที่ถูกใจ ยิ่งยี่ห้อไหนติดทนนานก็ยิ่งเป๊ะถือว่ามีคุณภาพดี แต่หากต้องแลกกับการรับพิษเข้าร่างเพิ่มมันทุกครั้งที่ทา แล้วยังจะคิดว่ามันมีคุณภาพดีอยู่อีกมั้ย? โดยเฉพาะในยุคมะเร็งครองโลกด้วยแล้วเรายิ่งต้องป้องกันตัวเองจากสารอันตรายที่แฝงอยู่ในสินค้าไ่ม่ใช่อาบยาพิษบนนิ้วมืออย่างไม่หยุดหย่อน คิดอีกทีเล็บก็ไม่ใช่กระโปรงรถซะด้วยที่ต้องทาทับด้วยสีอุตสาหกรรมตลอดเวลา ยิ่งถ้าไม่ปล่อยให้มันได้เปลือยรับออกซิเจนบ้างอาจก่อปัญหาเล็บเหลืองตามมาซึ่งนอกจากจะไม่สวยแล้วยังดูป่วยกว่าเดิมอีก


ยาทาเล็บสูตรน้ำ ไร้สารพิษ Natural First 

หากคุณเป็นคนนึงที่ชอบทาเล็บแต่ไม่เต็มใจสะสมสารพิษเข้าร่าง ปัจจุบันนี้มีนวัตกรรมใหม่สดๆร้อนๆออกมาเป็นน้ำยาทาเล็บสูตรน้ำที่นับเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับใครที่ห่วงใยสุขภาพและอยากช่วยโลกของเราให้เฮลตี้ขึ้น  คิดค้นโดยผู้ผลิตอินดี้เจ้าของบล็อกผู้มีความฝันอยากให้ผู้หญิงทาเล็บได้อย่างสุขกาย สบายใจ ไร้กลิ่นเหม็นฉุน เด็กทาได้ คนท้องคนก็ทาได้ ไม่ต้องใช้น้ำยาล้างเล็บด้วยนะแค่แช่มือลงในน้ำ 3 นาทีแล้วสะกิดๆตรงมุมเล็บ สีก็จะหลุดออกมาปั๊บ ตัวฝาขวดเป็นงานแฮนด์เมดทำด้วยไม้มะพร้าวเพราะอยากให้ทุกชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำกันซักขวดเดียว สนใจอยากเปลี่ยนประสบการณ์การทาเล็บก็คลิกเข้าไปเลือกซื้อสีที่ถูกใจกันได้ที่ www.nfcosmetics.com รับรองว่าจะติดใจจนไม่อยากกลับไปดมกลิ่นเหม็นๆแบบเก่าอีกแน่นอนจ้า

Wednesday, May 15, 2013

น้ำยาทาเล็บ พิษร้ายที่ปลายนิ้ว

เป็นที่รู้กันดีสำหรับผู้หญิงว่าการทาเล็บคือกิจกรรมยามอยากสวยที่นอกจากจะช่วยให้รู้สึกสดใส ทันสมัยกว่าเก่าแล้ว สีที่เลือกเติมแต่งให้กับเรียวเล็บนั้นยังช่วยเพิ่มความลงตัวให้กับเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าได้ราวกับเครื่องประดับเก๋ๆอีกหนึ่งชิ้น แต่สาวๆจะรู้มั้ยว่าเบื้องหลังของสีสันสดใส ติดทนนานนั้นกลับเต็มไปด้วยสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพแถมกลิ่นยังไม่เป็นมิตรกับสิ่งมีชีวิตหน้าไหนทั้งสิ้น ต้นเหตุของกลิ่นเหม็นรุนแรงที่ว่าก็มาจากส่วนผสมที่ประกอบไปด้วยสารเคมีโดยเฉพาะ 3 สารพิษที่ถือว่าแย่ที่สุดในน้ำยาทาเล็บที่เรียกว่า Toxic Trio นั่นคือต่อจากนั้นอาจมีอาการปวดหัวต่อเลยจากผลกระทบของสาร โทลูอีน ที่เป็นพิษต่อระบบสืบพันธ์และยังถือเป็นสารเสพติด, DBP  ที่ทำหน้าที่ช่วยให้สีทาเล็บติดทนนานไม่หลุดร่อนง่าย แต่ข่าวร้ายก็คือมันส่งผลเสียต่อระบบสืบพันธ์และเบบี้ในครรถ์ด้วย และสารกันเสียฟอมาลีนฉีดศพที่ทำให้ระคายเคืองตา จมูก ทางเดินหายใจและก่อมะเร็งแถมประเทศไทยเรายังไม่มีการควบคุมปริมาณในน้ำยาทาเล็บด้วยสิ 3 สารที่ว่ามาสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและกระแสเลือด ตับไตของคุณต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อขับของเสียแย่ๆเหล่านี้ออกไป ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันลดลง การเคลือบเล็บด้วยสารพิษยังทำให้เล็บที่เคยสวยกลับแลดูป่วย แห้งเปราะหักง่าย บ้างก็เหลืองอร่ามซะจนไม่กล้าโชว์ให้ใครเห็นสภาพจริงเลยต้องทาสีกลบอำพรางมันอยู่ร่ำไป นอกจากจะทำร้ายสุขภาพแล้ว น้ำยาทาเล็บยังถูกจัดให้เป็นขยะอันตราย แปลว่าเมื่อไหร่ก็ตามคุณทิ้งมันลงขยะ สารพิษต่างๆก็จะยังวนเวียนอยู่ในสิ่งแวดล้อม ทำร้ายธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตอื่นด้วย




       
      OPI คือหนึ่งในน้ำยาทาเล็บที่ใส่สารพิษอันตรายมากที่สุด


ถ้าใครคิดว่าน้ำยาทาเล็บยี่ห้อดังที่มีอย.รองรับนั้นน่าไว้วางใจกว่าของถูกๆในตลาดนัดคุณอาจต้องคิดใหม่ เพราะจริงๆแล้ว อย.หรือ FDA.ไม่ได้เคร่งครัดกับสารเคมีในเครื่องสำอางค์อย่างที่หลายคนคาดหวังให้มันเป็น ยกตัวอย่างแบรนด์ดัง OPI น้ำยาทาเล็บที่ทำยอดขายมากที่สุดทั่วโลก แต่ก็ใช้สารพิษที่แรงมากที่สุดเช่นกัน ถึงขนาดมีประวัติเคยคว้ารางวัลชนะเลิศในฐานะที่เป็นเครื่องสำอางค์ที่มีพิษสูงที่สุดในฐานข้อมูลของ EWG Skindeep (กลุ่มทำงานด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับสารเคมีในเครื่องสำอางค์) เหตุเพราะเคยใส่ 3สารพิษที่ว่าจนถูกขอร้องให้หยุดใช้ซะที แต่ OPI กลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ และยังขายให้ลูกค้าใช้ต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนสุดท้ายกลุ่มรณรงค์เพื่อความปลอดภัยในเครื่องสำอางค์หรือ Campaign for Safer Cosmetic ต้องงัดกลยุทธแฉความจริงมาใช้ด้วยการร่อนกระจายข้อมูลไปตามซาลอนและสปาต่างๆให้ได้ตระหนักถึงพิษร้ายของน้ำยาทาเล็บยี่ห้อนี้ว่าอันตรายขนาดไหนต่อสุขภาพของลูกค้าที่มาใช้บริการในร้าน โดยเฉพาะพนักงานทำเล็บที่ควรจะได้ทำงานในอากาศบริสุทธิ์เหมือนกับคนอาชีพอื่น แต่ก็ต้องมาสัมผัสสูดดมสารพิษทั้งวันดั่งอาชีพหลัก ซึ่งการรณรงค์นี้ทำเอา OPI  หวั่นไหวว่ากำไรและรายได้จะหดหายยอดขายลดฮวบ สุดท้ายต้องยอมเปลี่ยนสูตรโดยตัดสามสาร Toxic Trio ออกไป หลังจากนั้นก็ออกมาประชาสัมพันธ์ว่าน้ำยาทาเล็บของเค้าเป็นแบบ Big 3 Free ไร้ 3 สารพิษหลัก ปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ดูเหมือนจะแคร์ความปลอดภัยผู้บริโภคดีนะแต่ถ้าถามถึงความจริงใจต่อลูกค้าก็คงต้องพิจารณากันใหม่อีกที เพราะหากความปลอดภัยของเรา คือสิ่งที่ OPI ใส่ใจเค้าก็จะไม่ใส่สารพิษใ้ห้เราใช้ตั้งแต่แรกแล้ว


สาวๆคนไหนที่ยังอยากทาเล็บต่อไปแต่ไม่อยากเสี่ยงสารพิษ ก็ลองเข้าไปเช็คความปลอดภัยได้ในเว็บ EWG Skindeep เพื่อประกอบการตัดสินใจในการซื้อหรือทาครั้งต่อไป ดีหน่อยที่ปัจจุบันนี้เริ่มมีน้ำยาทาเล็บทางเลือกใหม่ที่เฮลตี้ ที่ไม่แย่และไม่เหม็นและปลอดภัยต่อสุขภาพอย่างน้ำยาทาเล็บสูตรน้ำ  หากคุณคิดว่าการทาเล็บเป็นกิจกรรมที่ช่วยดูแลตัวเองให้ดูดีขึ้น ก็อย่าลืมว่าการดูแลตัวเองให้สวยในวิธีที่ได้ผลและเสถียรภาพที่สุดไม่ใช่แค่เลือกสีเล็บให้เข้ากับชุดโปรดไปวันๆเท่านั้น แต่ต้องสวยแบบไม่สร้างภาระให้อวัยวะภายในหรือเสี่ยงทำร้ายตัวเองในระยะยาวด้วย

Wednesday, March 27, 2013

คิดอีกครั้งก่อนสั่งนักเก๊ท

ครั้งนึงเพื่อนที่เคยทำงานร้านฟาสต์ฟู้ดเล่าให้ฟังว่านักเก๊ทไก่มีส่วนผสมลับที่เรียกว่าขยะดีำๆนี่เอง นั่นคือพอได้เวลาปิดร้านปุ๊บ พนักงานจะเอาเศษไก่เหลือๆในจานที่ลูกค้ากิืนไม่หมดมาช่วยกันขูดๆเศษเนื้อที่ติดกระดูกออก ปรุงรส แล้วทอดใหม่เป็นนักเก๊ทของวันต่อไป แม้นางจะเล่าด้วยสีหน้าจริงจังแต่อิชั้นก็ไ่ม่ได้ปักใจเชื่อหรอกนะ คือมันฟังดูเป็นมุขไม่ค่อยขำที่เอาไว้อำต่อๆกันมาซะมากกว่า คิดในใจ แม็คไม่น่าจะกากขนาดเอาไก่ทอดแทะแล้วมาขายใหม่หรอกน่า..


พอมาวันนี้ได้รู้ถึงส่วนผสมของนักเก๊ทไก่แบบเจาะลึกกว่าเดิม แม้ส่วนผสมจะแตกต่างแ่ต่ก็ทำเอาพะอืดพะอมและสะเทือนขวัญได้ไม่น้อย แถมยังมีที่มาจากแนวคิดเดียวกันนั่นคือ "กำจัดขยะให้เป็นสินค้า" ดังนั้น 50% ของนักเก๊ทไก่จะประกอบไปด้วยชิ้นส่วนที่คัดแล้วว่าเหลือทิ้ง ทั้งกระดูก ลูกตา สมอง กล้ามเนื้อ เครื่องในทุกส่วน รวมถึงบรรดาลูกเจี๊ยบตัวผู้ทั้งหลายที่เกิดมาชีวิตก็ไร้ค่าทันที ด้วยเหตุที่พวกมันไม่ทำเงินเพราะออกไข่ไม่ได้เหมือนตัวเมียแถมโตช้ากว่าและเนื้อของไก่ตัวผู้ก็ไม่อวบใหญ่เท่าไก่ตัวเมีย ดังนั้นชะตาของลูกเจี๊ยบตัวผู้จึงไม่ต่างจากขยะของโรงงานที่มักถูกกำจัดด้วยการโยนลงเครื่องบดทั้งเป็นวันละมากกว่า 150,000 ตัว ความน่ารักจิ๊บๆๆ ของลูกเจี๊ยบจึงไร้ค่าพลันเพราะดันมาเกิดเป็นตัวผู้ในโรงงานที่มีเจ้าของไ้ร้ความเมตตาปราณี หวังหากำไรกับชีวิตสัตว์ีที่ต่อสู้ไม่ได้แม้แต่จะเอาชีวิตตัวเองรอด




ลูกไก่ตัวผู้กลายเป็นขยะที่ถูกรีไซเคิล




ส่วนผสมอีก 50% ของนักเก๊ทคือแป้งข้าวโพด, น้ำตาล, เครื่องปรุงรสสังเคราะห์ที่ชื่อ Autolyzed yeast extract หรือผงชูรสอีกแบบที่มีผลทำให้เกิดโรคอ้วน เสร็จแล้วเอาไปเติมสารกันบูด TBHQ ที่ทำให้คลื่นไส้,สมองเบลอยิ่งได้รับสารนี้ในปริมาณสูงจะส่งผลให้เกิดเนื้องอกในท้อง และถ้ากินสารนี้เข้าไป 5 กรัมก็ตายได้เลย นอกนั้นยังใส่ ไดเมทิลโพลีไซโลเซน สารเคมีที่ช่วยให้น้ำมันไม่เป็นฟองเวลาทอดหลายครั้ง สารนี้เป็นซิลิโคนตัวเดียวกับที่ใช้ใส่ในนมปลอม เครื่องสำอางค์ และดินน้ำมัน ฟังดูน่ากลัวมากกว่าน่ากินนะ ซึ่งอิชั้นค่อนข้างมั่นใจว่าคงไม่มีใครติดสารเคมีเหล่านี้ไว้ในตู้เย็นที่บ้านเพื่อใช้เติมอาหารที่ทำกินกันในครอบครัวเป็นแน่ แล้วเหตุใดเล่าเราถึงต้องเดินเข้าร้านฟาสต์ฟู้ดเพื่อจ่ายเงินแลกกับเศษซากศพไก่ใส่สารพิษพวกนี้ด้วย


ส่วนภาพที่เห็นเป็นเส้นสีชมพูเหมือนกองขี้ช้างเผือกก็คือเลือด กระดูกและอวัยวะเหลือทิ้่งของสัตว์ที่ถูกบดรวมกันแล้ว ฝรั่งเรียกสิ่งนี้ว่า "Pink Slime" แปลว่า "เมือกชมพู" ฟังดูน่ากินดีมะ? แต่ที่เห็นว่านักเก๊ทมีสีขาวน่ากินก็เป็นเพราะเค้าใ่ส่สีสังเคราะห์สีขาวลงไปก่อนนำไปทอดน่ะสิ ส่วนคำจำกัดความของ Pink Slime ตาม USDA บอกว่าเมือกชมพูมันคือ"อวัยวะเหลือทิ้งของสัตว์ที่มีราคาถูกแสนถูก นำมาบดผสมรวมกับไขมันจนละเอียด ผ่านการฆ่าเชื้อโรคด้วยแอมโมเนีย" เพราะปกติแล้วเศษซากสัตว์ที่ว่าจะเต็มไปด้วยแบคทีเรียไชยั้วเยี้ยเช่นอีโคไล แต่แอมโมเนียมันคือสารเคมีที่ปกติจะใส่ในน้ำยาล้างทำความสะอาดพื้น แต่กรณีนี้กลับเอามาใส่ในเนื้อบดเพื่อฆ่าเชื้อโรคซะงั้น ย้อนไปในอดีตเมือกชมพูจะถูกขายในรูปแบบของอาหารหมา แต่ตอนนี้ดันเอามาจำหน่ายให้คนกินด้วยเพื่อเพิ่มยอด ซึ่งมันทำเงินอย่างล้นหลามซะด้วย ดังนั้นเนื้อบดที่ขายในซุปเปอร์มาเก๊ตจึงประกอบด้วยเมือกชมพูถึง 70% ทั้งแฮมเบอร์เกอร์ ไส้กรอก ซาลามี่ และนักเก๊ทไก่ด้วย น่าสงสัยไม่้น้อยว่าถ้าซากสัตว์เหล่านั้นมันสกปรกขนาดต้องพ่นยาฆ่าเชื้อแรงๆแบบนี้ มันก็ไม่ต่างจากขยะเน่าเหม็นที่พยายามเอามาขายต่อให้ลูกค้ากินเลยสิ?







เจมี โอลิเวอร์ เชฟเซเลบผู้โด่งดังจากรายการทำอาหาร ก็เป็นอีกคนนึงที่ทนไม่ไหวกับนิสัยเห็นแก่ได้ของพ่อค้าใจทรามที่หวังทำแต่กำไรโดยไม่สนใจความปลอดภัยของผู้บริโภค เค้าเลยถ่ายวีดีโอสาธิตการทำเนื้อบดอาบยาพิษแอมโมเนียให้ได้ดูกันต่อหน้าผู้ชมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พร้อมแฉให้ฟังว่าเนื้อบดที่ขายกันทั่วไปก็มีการเติมแอมโมเนียซึ่งเป็นอันตรายและควรเอาไปให้หมากินมากกว่าจะเอามาขายให้เด็กๆ หลังจากคลิปถูกเผยแพร่ออกสื่อ บริษัทยักษ์แห่งฟาสต์ฟู้ดก็ได้ออกมาประกาศว่าเริ่มหยุดใช้เมือกชมพูในเนื้อบดแล้ว เช่นแม็คโดนัลด์ ก็เพิ่งประกาศหยุดใช้ตอนปี 2011 รวมถึงเบอเกอร์คิงและทาโก้เบลล์ด้วย กรณีนี้แสดงว่าถ้าไม่มีคนดังของสังคมอย่างพ่อครัวเจมี่ออกมาประท้วงด้วยคลิป ร้านฟาสต์ฟู้ดรายใหญ่หลายเจ้าก็จะยังคงขายอาหารปนเปื้อนสารเคมีให้คนทั่วโลกกินต่อไปโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้าใช่หรือไม่? ที่น่าคิดก็คือเหตุใดอย.ที่ควรเป็นหูเป็นตาให้กับผู้บริโภคถึงไม่แบน และปล่อยให้ขายมานานได้ขนาดนี้? ยังไงก็ตามอิชั้นคิดว่ามันไม่ยุติธรรมต่อสิ่งมีชีิวิตหน้าไหนทั้งสิ้น ไม่ว่าสัตว์หรือคนก็ไม่สมควรต้องตกเป็นเหยื่อและยอมกินอาหารปนสารพิษเหล่านี้ เพราะอาหารดีๆยังมีอยู่ทั่วไปและหาได้ง่ายในธรรมชาติ ความอร่อยมันอยู่ในปากได้ไม่นานหรอกก็ต้องกลืน แต่ร่างกายนี้ยังต้องใช้ไปอีกไม่รู้อีกกี่สิบปี ดังนั้นหากเห็นด้วยว่าสุขภาพของคุณและคนที่คุณรักคือสิ่งสำคัญ ก็โปรดระวังในการเลือกซื้ออาหาร เพราะทุกอย่างที่วางขายถึงจะกินได้แต่ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยและวางใจได้นะ