Wednesday, September 30, 2015

ประสบการณ์อดอาหารล้างพิษ 13 วันเพื่อรักษาโรค


เมื่อเดือนที่แล้วได้อดอาหารล้างพิษรอบ 2 ของชีวิต จริงๆตั้งใจจะทำซัก 14 วันแต่สุดท้ายไม่ไหวได้แค่ 13 วัน >_<  ก็รู้สึกเฟลเล็กน้อยแต่ไม่เป็นไรถึงจะทำไม่ได้ตามที่หวังไว้ก็ยังอยากจะเล่าให้ฟังอยู่ดี ส่วนที่ตัดสินใจทำอีกเพราะร่างกายเริ่มมีอาการแปลกๆหลายอย่างมาซักพักละ เลยอยากดีท็อกซ์ทั้งสารพิษและฮอร์โมนสะสมในร่างกายจากที่กรอกยาคุมเข้าปากทุกวันมาหลายปี ตอนแรกคิดว่าหยุดยาแล้วร่างกายจะดีขึ้นที่ไหนได้เหมือนผลข้างเคียงแย่ๆมันมาโผล่เอาอีตอนหยุดยานี่แหละ เช่นประจำเดือนมาไม่ตรงหลายเดือน, เดือนที่แล้วไม่มาเลย, อาการ PMS ทั้งปวดหลัง, ปวดไมเกรน, สิวตรงแก้มที่ไม่ค่อยขึ้นก็ขึ้น แต่ที่แย่สุดๆคืออ้วนขึ้นเร็วมากแล้วลดยากด้วย ต่อให้กินโลว์แฟต-ออกกำลังกายทุกวันก็ไม่ช่วย T_T ซึ่งแน่นอนว่าการอดอาหารครั้งนี้ก็จะช่วยให้ร่างบวมๆยุบลงแต่ก็โย่ง่ายถ้าไม่ระวังการกินและขี้เกียจคาร์ดิโอ้ และสุดท้ายที่เป็นแรงจูงใจหลักให้อยากรักษาตัวเองคือระบบขับถ่ายเริ่มแย่ลงมาก ถึงจะขรี้เสมอทุกเช้าแต่หน้าตาเจ้าเปลี่ยนไปไม่ใช่ไส้กรอกเหมือนเคย กลายเป็นมันบดกองใหญ่แทน เห็นแล้วใจเสียมากบ่องตงว่าเริ่มกลัวเป็นมะเร็งลำไส้มากค่ะ อาการกลัวตายนี่แหละคือสิ่งจูงใจหลัก แล้วก็ถือว่าให้โอกาสร่างกายภายในได้ล้างพิษไปในตัวด้วย ครั้งนี้ขอลองทำเพิ่มจากครั้งแรกอีก 10 วัน เป็น 13 วัน มาดูกันเลยว่าอาการแต่ละวันเป็นยังไงบ้าง

Day 1
วันแรกไม่รู้สึกหิวเลยแต่อยากกินมาก พอมื้อเย็นแฟนกินซัลล่า อิชั้นก็ได้แต่ดมกระป๋องซัลล่า มโนว่าได้กินแม้เพียงจะแค่ได้กลิ่น ยิ่งดมก็ยิ่งหอม ก่อนนอนก็คิดไปต่างๆนาๆถึงของทอดที่ไม่เฮลตี้และอ้วน เลยทำให้รู้ว่าเวลาไม่ได้กินอะไรเลยทั้งวันสมองมันจะสั่งการให้อยากกินอะไรที่แย่ๆไม่หยุด เลยพยายามไม่คิดถึงมัน เข้าเฟซบุ้คก็เจอภาพอาหารรัวๆ เอาเข้าไป - -" วันนี้กินน้ำไปเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าพยายามกินให้ได้เยอะๆ พยายามข่มตาหลับพร้อมกับอยากกินต้มยำปลาเจทอด


Day 2
ตื่นมาพร้อมกับความดีใจที่ผ่านวันแรกมาได้โดยไม่เฟล เดินไปเข้าห้องน้ำและปล่อยบอมบ์ด้วย แปลกดีเมื่อวานไม่มีอาหารตกถึงท้องเลยแต่มันก็ยังมีกากให้ขับถ่าย รู้สึกมีพลังงานเยอะก็เลยล้างจานที่ดองเอาไว้ซะหน่อยแล้วก็กินน้ำเปล่าทั้งวัน บ่ายสามโมงกินน้ำไปอีก 3 แก้วใหญ่ พอห้าโมงเย็นเริ่มหิวจนแสบท้องไปหมด สงสัยต้องกินน้ำให้เยอะกว่าเดิม เดี๋ยวพรุ่งนี้จะลองวัดใส่ขวดน้ำ 1.5 ลิตรดูดีกว่า จะได้รู้ว่าตัวเองกินไปเยอะแค่ไหน


Day 3
เมื่อคืนนอนเหงื่อออก พอไม่ห่มผ้าก็หนาวสะท้านทรวงต้องใส่ถุงเท้า ตื่นมารู้สึกป่วยๆไม่มีแรงและมึนหัวทั้งวัน แต่สังเกตุว่าไม่ขรี้แร้วนะคะ วันนี้ก็ไม่ค่อยคิดเรื่องอาหาร พยายามใช้เวลาอ่านอะไรไปเรื่อยๆเน้นอ่านเกี่ยวกับการอดอาหารล้างพิษ แล้วก็เขียนไดอารี่เกี่ยวกับมัน ตั้งใจว่าจะดื่มน้ำให้ได้ 3 ลิตร ตั้งแต่เช้าถึงห้าโมงเย็นก็กินไป 1.5 ลิตรละ เหลืออีกครึ่งนึงต้องรับผิดชอบให้หมด สังเกตุว่าตื่นมาฉี่สีเข้ม ต้องกินน้ำให้เยอะกว่าเดิม วันนี้หนาวมากทั้งๆที่ไม่ได้เปิดแอร์ต้องใส่ถุงเท้าและผ้าคลุมไหล่ทั้งวัน บนลิ้นเริ่มมีสีขาวมาเกาะ เป็นสัญญาณว่าร่างกายชั้นกำลังทำการดีท็อกซ์พิษซึ่งจะขับออกทั้งทางผิวหนัง, รูขุมขนไม่เว้นแม้แต่ลิ้นแล้วมันก็จะหนาขึ้นเรื่อยๆจนกว่าร่างกายจะหยุดล้างพิษถึงจะกลายเป็นสีชมพูเหมือนเดิม เรื่องอารมณ์วันนี้ก็นิ่งๆ ไม่ค่อยอยากยิ้ม แต่พอดูอะไรเศร้าๆน้ำตามาเต็มเลยจร้า ห้าโมงเย็นก็เริ่มอยากกินน้ำตก ห้าโมงครึ่งอยากกินของทอดๆ เช่นทอดมัน ก่อนนอนค้นหาแต่วิธีทำชีสวีแกน โอ้ย ยิ่งคิดถึงอาหารท้องยิ่งร้องเหมือนไส้จะละลายรวมกัน ทรมานเหมือนกันนะเนี่ย ให้กำลังใจตัวเองว่าร่างกายจะเข้าสู่โหมด Ketosis เผาผลาญไขมันสะสมมาใช้เป็นพลังงานแทน = ผอมลง คุ้มค่าถ้าจะอดทนให้ได้!


Day 4
ประจำเดือนมาคร่า ดีใจมากๆแต่มันดันมาแบบเซอร์ไพรซ์ตอนที่ร่างกายอ่อนระโหยโรยแรง เสิร์ชเจอมีผู้หญิงหลายคนเป็นเหมือนกันด้วยนะ วันนี้เลยยิ่งหิวแสบท้องกว่าเดิมอีก อารมณ์ไม่ดีมากๆๆ อารมณ์คนโมโหหิว เผลอกรี๊ดใส่แฟนอีกไม่ดีเลยเฮ้อ พยายามกินน้ำเยอะๆวันนี้กินไป 3 ลิตรตามที่ตั้งไว้ ก่อนนอนคิดแต่เรื่องอาหารอีกแล้ว แถมหิวมาก แสบท้องเป็นระยะๆ แต่มีเรื่องน่าดีใจอย่างนึงคือมีออเดอร์สินค้าที่ขายอยู่เข้ามาพร้อมกันเพียบเลย รับทรัพย์มากที่สุดในเวลาสั้นๆตั้งแต่ขายมา แต่มันดันเป็นช่วงที่ชั้นกำลังร่างกายอ่อนแอนี่สิ จะทำไหวมั้ยไม่รู้วหรอก แต่อยากได้เงินอะคนมันยังไม่รวย เอาวะ สู้ๆ อยากขายค่ะ!


Day 5
วันนี้ตื่นมารู้สึกแย่จุง เกือบไม่มีแม้แต่แรงที่จะใส่ผ้าอนามัย รู้สึกหนาวมากอาการแบบเป็นไข้หนัก ไม่อยากทำงานอะไรทั้งนั้น หน้าที่หลักอย่างเดียวที่ต้องทำในช่วงนี้คือเตรียมเสบียงให้ตัวเองนั่นก็คือน้ำเปล่าวันละ 3 ลิตร แล้วก็จัดเตรียมของที่ลูกค้าสั่งซื้อ นอกนั้นไม่แตะเพราะต้องการพักร่างมากที่สุดแบบไม่ต้องรู้สึกผิดใดๆทั้งสิ้น ช่วงเวลาแห่งการอดอาหารจึงผ่านไปแบบ นอน-กินน้ำ-กินน้ำอีก-เล่นโทรศัพท์-เสิร์ชร้านอาหารที่อยากไปหลังออกฟาสต์ แต่ยิ่งเห็นรูปก็ยิ่งหิวแสบท้อง-ก็กินน้ำต่อ-ดูยูทูปเรื่อยเปื่อย พยายามเก็บพลังงานไว้อย่างใช้ฟุ่มเฟือยจนไปต่อไม่ไหว แต่ถึงจะพยายามใช้พลังงานน้อยแค่ไหนมันก็ยังหิวอยู่ดี หิวพีคสุดๆตอน 5 ทุ่มทุกคืน แอบท้อหลายครั้งเกือบถอดใจ แต่ท่องไว้ว่าต้องทำได้สิชั้นต้องทำได้ คนอื่นเค้าทำกันนานกว่านี้เค้ายังไม่ตายเลยทำไมชั้นจะทำไม่ได้ล่ะ! บังคับร่างกายไม่ให้กินได้ก็ต้องบังคับใจให้แข็งแรงให้ได้ด้วย เหมือนกับชื่อของมันที่เรียกว่า "Fast" มาจากคำว่า "Steadfast" แปลว่าใจที่เด็ดเดี่ยว มั่นคง แน่นอนกับเป้าหมายไม่ลดละ ..ใจสู้หรือเปล่า ..ไหวมั้ยบอกมา ..เส้นทางของผู้กล้า ศรัธทาไม่เคยท้อ.. ร้องหลายรอบมากต่อวันบอกเลอ!




Day6
โอ้ว วันนี้รู้สึกหนาวกว่าเดิมอีก แต่แปลกมากที่ไม่หิวเลยทั้งวัน ร่างกายคงเข้าโหมด Ketosis เป็นวิธีการเดียวกับคนที่ลดความอ้วนแบบโลวคาร์บ-เน้นกินแป้งน้อยไขมันสูงหรือที่เรียกว่า Atkin's Diet, Low Carb Diet ที่มันผอมลงเพราะปกติร่างกายจะใช้คาร์โบไฮเดรตเป็นเชื้อเพลิงในการทำกิจกรรมต่างๆเหมือนรถต้องการน้ำมัน เมื่อไม่ได้คาร์โบไฮเดรตเพียงพอร่างกายก็จะไปสลายเอาไขมันเก่าและกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงานแทน น้ำหนักจะลดลงเร็วประมาณวันละครึ่งกิโล ฟังดูเหมือนดีงามแต่ไม่อยากแนะนำให้ใครใช้วิธีนี้เป็นทางลัดในการลดน้ำหนักโดยตรงนะเพราะมันผอมไม่ยั่งยืน ทำไม่ได้ตลอดเพราะฝืนธรรมชาติ โยโย่ง่าย และน้ำหนักที่หายไปไม่ใช่แค่ไขมันแต่มันไปกินกล้ามเนื้อที่หนักมากกว่าไขมัน 9 เท่าก็เลยเหมือนได้ผลจริงไรจริงเพราะน้ำหนักลดเยอะมาก ทีนี้ก็ผอมแบบเผละๆ เมื่อกล้ามเนื้อน้อยลงเมตาบอลิซึ่มก็ต่ำทำให้อ้วนง่ายผอมยาก ที่สำคัญถ้ากินแป้งไม่พอเป็นเวลานานๆสุขภาพจิตก็จะแย่ลงด้วยไม่สดใสร่าเริง เฉื่อยชาสมองสั่งการช้า พูดง่ายๆก็คือความสุขในชีวิตน้อยลงเพราะถึงจะผอมลงแต่สุขภาพก็แย่ลงด้วย ที่บอกได้เพราะเฟิร์สก็เคยผ่านไลฟ์สไตล์โลว์คาร์บมาแล้วเลยไม่แนะนำแล้วก็จะไม่กลับใช้ชีวิตทรมานตัวเองแบบนั้นอีก

หลายๆคนที่ผอมลงช่วงฟาสต์ก็เหมือนกัน พอหยุดฟาสต์น้ำหนักก็จะเด้งกลับมาเท่าเดิม บางคนมากกว่าเดิมในกรณีที่กินไม่เลือกและไม่ออกกำลังกาย ดังนั้นสิ่งที่กินหลังจากฟาสต์คือตัวแปรว่าจะเด้งกลับมาเยอะแค่ไหน และต้องพยายามออกกำลังกายเยอะๆเพื่อเมตาบอลิซึ่มจะได้สูงขึ้น กินแบบ Vegan Hi Carb Low Fat ให้ได้มากสุด no meat no dairy ไม่กินเนื้อสัตว์ไข่ นม ชีส เนย เน้นรับคาร์บจากพวกผลไม้ ข้าว มันฝรั่ง และพวกเส้นๆแทน



Day 7
วันนี้ครบ 1 อาทิตย์แล้ว ไม่หิวไม่ทรมานอะไร แถมมีแรงมากพอสำหรับทำงานตามสั่งลูกค้าได้สำเร็จเสร็จสิ้น แอบภูมิใจเล็กๆ ^_^ ตกเย็นฉลองให้กับการอดอาหารครบ 1 อาทิตย์ด้วยการล้างท่อให้ตัวเองด้วยชุด colon enema สวนล้างลำไส้ด้วยตัวเองที่แฟนซื้อมาฝาก สังเกตุดูกากเก่าค้างหลายปีที่ออกมาดำปี๋เลยค่ะท่านผู้ชมคะ สะใจสุดๆ มันออกมาแบบไม่ต้องพยายามเบ่งอะไรมากแค่อั้นให้น้ำอยู่ในท้องยังทำได้ยากแล้วก็รู้สึกเหนื่อยกว่าขับถ่ายปกตินะ มีเหงื่อเป็นเม็ดใหญ่ๆเต็มหน้าเลย แต่ทำเสร็จรู้สึกดีอะ เหมือนได้ขจัดของเสียกันแบบลึกล้ำเครื่องในสะอาดขึ้นแน่ๆ 

เปรียบเทียบลำไส้แบบสะอาด กับแบบที่มีกากเก่าสะสมในลำไส้



Day 8
วันนี้ตื่นมากับความตะลึงในตัวเองว่านี่ชั้นไม่กินอาหารผ่านมา 1 อาทิตย์แล้วรึนี่ มันช่างประหลาดใจ โดยเฉพาะมันไม่หิวเลยนี่ก็จะเที่ยงแล้ว แต่สิ่งที่หลอนคือผมร่วงฮ่ะ! เวลาเอามือสางนี่หลุดมา 3-6 เส้นเลยนะฮะ T_T เสิร์ชดูประสบการณ์ของคนอื่นก็มีผมร่วงบ้างเหมือนกัน แต่เค้าว่าพอออกฟาสต์แล้วมันจะกลับมาดกดำ "กว่าเดิม" บ้างก็ว่า ไม่ๆ มันไม่ได้หนาขึ้น แต่เพราะช่วงอดอาหารผมมันร่วงเยอะไง ทีนี้พองอกใหม่ก็เลยมโนไปว่ามันหนาขึ้นแต่จริงๆแล้วมันก็เท่าเดิม ถ้าปกติมีผมเส้นเล็กมันก็จะขึ้นมาเล็กเท่าเดิม อืมอันนี้ก็คงต้องรอดูยาวๆสินะ วันนี้เมนส์มาวันสุดท้าย นับได้ก็เป็นครบ 7 วันพอดี ยาวนานทีสุดที่เคยเป็นเมนส์มาเลยก็ว่าได้


Day 9 - Day 11
ในวันที่ฉันหัวฟูปากแห้ง
สามวันนี้เริ่มอาการแย่รู้สึกเหมือนแบตกำลังจะหมด ออกไปส่งของที่ไปรษณีย์ให้ลูกค้าแบบผมไม่หวีหน้าไม่แต่งลิปไม่ต้องแชมพูไม่ใช้  จะเซลฟี่ยังไม่มีแรงยิ้ม เริ่มกลัวว่าจะไหวมั้ยก็ตอนที่เดินออกไปข้างนอกแล้วขากลับเดินกลับไม่ไหวต้องเรียกวิน ช่วงนี้เลยนอนทั้งวันไม่รับออเดอร์ลูกค้าแระ แต่ทำโยคะเบาๆ สังเกตุดูหลายท่าที่เคยยากก็ทำได้ง่ายขึ้น ท้องโล่งที่สุดในชีวิตเลย พอเริ่มรู้สึกหิวก็อัดน้ำเข้าไปเยอะๆ สังเกตุตัวเองว่าประสาทรับกลิ่นมันดีมากแบบเว่อร์ๆ ได้กลิ่นน้ำหอมของคนที่เดินผ่านตรงโถงทางเดินแบบลอยเข้ามาในห้อง, ได้กลิ่นคนข้างห้องกำลังแปรงฟันสระผม แต่ที่หนักคือได้กลิ่นลมหายใจของแฟนซึ่งเป็นกลิ่นแบบที่ผู้ชายๆเค้ามีกันอธิบายไม่ถูก ซึ่งปิกติกลิ่นนี้ต้องเข้าไปใกล้หน้าเค้ามากๆถึงจะได้กลิ่นซึ่งปกติจะชอบนะมันเซ็กซี่ดี แต่วันนี้กลิ่นที่เคยชอบมันแรงเกินไปแบบตลบอบอวลไปทั้งห้องจนบางทีต้องออกไปยืนตรงระเบียง ส่วนที่ลิ้นที่ยังมีสีขาวอยู่เวลากินน้ำจะได้กลิ่นแปลกๆตลอดเวลา อ่านเจอข้อมูลว่าคนที่ฟาสต์จะมีอาการนี้กันเยอะด้วย และบางคนจะมีอาการเห็นภาพหลอนๆ คืนนี้ก่อนนอนเลยอธิษฐานว่าขอให้เห็นภาพอะไรแปลกๆในฝันหน่อยนะ


หน้าสดและอดอยาก
Day 12
จากที่เแอบภาวนาให้ได้เห็นภาพหลอนก็ไม่เห็น ว้า แต่ช่วงเช้ามืดฝันว่าอยู่ในร้านนวดเท้ากับแฟนชาวอเมริกัน (ที่ตอนนี้เลิกกันไปแบ้ว 55) ในฝันกำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้นวดเท้า ส่วนแฟนกลับ นั่งอยู่ที่เท้าแล้วก็จูบทั้งสองเท้าแสดงความรักคือมันน่ารักมากและรู้สึกดีมากในฝัน แต่ก็แอบอายพวกคนในร้านนวดที่มองอยู่ เพราะคนไทยไม่ทำอะไรแบบนี้กับเท้าที่ถือเป็นของต่ำใช่มั้ย ด้วยความกลัวนี้เองทำให้ตื่น! แต่ที่เครซี่มากๆคือลืมตามาเจอแฟนกำลังจูบเท้าอยู่จริงๆ!  เลยถามแฟนไปว่าคิดไงจูบเท้าล่ะเนี่ย ฮีก็บอกว่าก็ปลุกด้วยการจูบไง  เลยเล่าความฝันให้เค้าฟังว่านี่มันบังเอิญมากไปป่ะ?! พอหายตะลึงงันกับความฝันก็เริ่มใช้ชีวิตแบบคนฟาสต์ต่อ พยายามไม่คิดเรื่องอาหารมากนั่งดู YouTube ประสบการณ์ของคนอื่นเพื่อแรงฮึด และได้รู้ข้อมูลเพิ่มว่าปริมาณน้ำที่ควรดื่มให้ได้แต่ละวันในช่วงฟาสต์ต้องกินให้ได้อย่างน้อย 6 ลิตร-10 ลิตร ถึงว่าสิทำไมกิน 3 ลิตรแล้วฉี่ยังเป็นสีเข้ม ปากก็แห้งแตก วันนี้เลยเริ่มกิน 4.5 ลิตร พอลองกินให้มากกว่าสามลิตรแล้วรู้สึกว่าร่างกายกระปรี้กระเปร่ามากขึ้นไม่อ่อนระโหยมากนักแบบมันไม่แย่มากเท่าทุกวันอะ ไม่หิวเลยด้วยในระหว่างวัน แต่สังเกตุตัวเองว่าจะหิวแบบพีคสุดคือตอน 5 ทุ่มปกตินอนตีสองเกือบทุกคืนก็ทนหิวไปสิ ก่อนนอนก็คิดถึงอาหารนอนกลืนน้ำลายอึกๆทั้งคืนเลยคร่า

Day 13
วันนี้คือวันสุดท้ายแบบไม่ตั้งใจ เพราะกะว่าจะทำพรุ่งนี้อีกวันเป็นวันสุดท้าย แต่เริ่มไม่ไหวและเริ่มถามตัวเองว่าทรมานมากไปหรือเปล่า หัวใจเต้นเร็วและแรงมาก อารมณ์หดหู่แอบร้องไห้ เลยตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะเบรคฟาสต์เริ่มกินอาหารมื้อแรกเลยแล้วกัน แอบเซ็งที่อดทนไม่ได้เท่าที่ตั้งใจแต่ก็กลัวจะน็อคหรือเป็นไรขึ้นมามันจะแย่กว่าเดิมเนี่ยสิเลยต้องขอหยุดแค่นี้ละกัน

Day 14
วันนี้เริ่มกินอาหารมื้อแรกหลังจาก 13 วันทีกินแต่น้ำเปล่าหรือที่เรียกว่า Break Fast ตื่นเต้ลลมว้ากก อาหารมื้อแรกต้องระวังให้มากเป็นพิเศษว่าต้องเป็นแบบเบาๆ เพราะเคยอ่านเจอประสบการณ์บางคนที่ฟาสต์นานๆแล้วเบรคด้วยชีสเบอร์เกอร์ผลคือถูกหามเข้าโรงพยาบาล เลยเลือกเป็นน้ำผลไม้แยกกากทำเอง มีส้ม,เสาวรส,แอปเปิ้ล ตื่นเต้นสุดๆไปเลยรสชาด เปรี้ยว หวาน หอมกลิ่นผลไม้สดๆ ได้ฟีลสุขภาพดี๊สุขภาพดี สดชื่นมากๆ ตื่นเต้นมากเท่ากันทุกครั้งที่ดื่มแต่ละอึก เป็นความรู้สึกที่ถ้าไม่อดอาหารนานๆจะไม่มีวันเข้าใจ วันนี้ทำสวนล้างสำไส้อีก อาทิตย์ที่แล้วทำเจอสิ่งปฎิกูลดำปี๋ ครั้งที่สองนี้คิดว่าจะไม่มีอะไรออกมาแต่เซอร์ไพรซ์สุดๆเพราะมันออกมาเยอะกว่าตอนทำครั้งแรกอีก อเมซิ่งดีเนอะที่มันมีของเสียตกค้างในลำไส้เยอะและน่าตาก็เหมือนอยู่มานานแล้วด้วยสิ มื้อเย็นก็เริ่มกินอาหารที่เคี้ยวบ้าง ประเดิมด้วย แต่นแต๊นนนนน...

...มันคือขนมจีนน้ำเงี้๊ยวมังสวิรัติจากร้านคุณเชิญ ปกติก็สั่งมากินที่บ้านประจำ แต่วันนี้ตื่นเต้นกว่าทุกครั้งสั่งมา 2 กล่อง กลิ่นหอมมาก น่าตาน่ากินปะ บอกเลยคำแรกที่กินนี่รสชาดมันซาบซ่านซึมผ่านต่อมรับรส ดวงตาเบิกโพลง ปิติมีความสุขกับทุกคำ เป็นโมเม้นท์ที่สุดของชีวิตแบบลืมไม่ลง แต่ก็แปลกนะ คิดว่ามื้อแรกจะหิวมากแบบยัดไม่ยั้งแต่กินไปได้แค่กล่องเดียวจอดแบบจุกๆเลยแฮะ


และนี่คือผลที่ได้จากการรักษาตัวเอง ผลลัพท์มันสวดยอดมากๆ

- ประจำเดือนมา

- หายปวดหัวไมเกรน

- สิวหาย ใต้ตาคล้ำน้อยลง 

- มีน้ำในตามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเพราะเคยมีปัญหาตาแห้งจากที่เคยใส่คอนแท็กเลนส์สิบกว่าปี

- ผิวนุ่มลื่นขึ้น

- มีพลังงานมากแบบรู้สึกได้ว่าร่างกายได้ชาร์จไฟ เดินได้ไกลและเร็วขึ้นแต่เหนื่อยน้อยกว่าปกติบางครั้งไม่เหนื่อยเลย ชอบมากมันทำให้รู้สึกถึงความหนุ่มสาวอีกครั้งหลังจากรู้สึกเป็นป้าแก่แรงน้อยมานาน จะไปไหนต้องอาศัยวินมอไซค์ 

- อุนจิออกมาเป็นไส้กรอกเหมือนเดิมแล้วเย่! แล้วนี่ผ่านมาแล้ว 1 เดือนก็ยังไส้กรอกดีใจมากค่ะ ณ จุดนี้ หายจิตตกเรื่องมะเร็งไปได้เยอะ 

- โรคแพ้เหงื่อตัวเองที่เป็นมาตั้งแต่อายุ 12 จน 34 มันหายไปแล้ว! ที่ผ่านมาคือต้องไปคลินิกทาครีมแก้ผื่นตลอด ผิวตรงไหนโดนแดดเยอะๆโดยเฉพาะแขนกับคอมันจะแดง คัน แล้วก็เป็นผื่นแสบๆซึ่งคงเป็นกรรมจากการกระแดะเริ่มใช้พวกน้ำหอมโคโลญจ์อย่างบ้าคลั่งตั้งแต่เด็กๆ แต่ตอนนี้ 1 เดือนแล้วที่โดนแดดแต่ไม่มีผื่นขึ้นอีกเลย คงเป็นผลจากที่ร่างกายได้ขับสารพิษตกค้างออกไปแน่ๆดีใจเว่อร์อ่า

- เปลี่ยนนิสัยการกินน้ำไปเลยจากที่เคยพยายามกินน้ำให้ได้มากๆแต่ก็ทำไม่ได้ ส่วนใหญ่จะแค่จิบๆ กินน้ำน้อยมากไม่น่าถึง 8 แก้ว ตอนนี้กลายเป็นวันละ 3 ลิตร คือเรื่องมากกับการกินน้ำมากขึ้นแต่รู้สึกว่ามันดีอ่ะ 

- ผอมลงรวมแล้ว 5 กิโลกรัม วู้หู้ว!


นอกจากรักษาโรคทางกายแล้วการฟาสติ้งยังช่วยให้ได้รู้ว่าตัวเองมีความอึดถึกทนขนาดไหนต่อความหิวและความอยาก ซึ่งระยะเวลาที่ทำได้ก็คือ 13 วัน แล้วก็ได้รู้ว่าตัวเองเป็นคนหมกมุ่นกับอาหารแบบเว่อร์ๆ สังเกตุได้จาก 13 วันที่ผ่านมาว่าถึงจะบังคับให้ตัวเองไม่กินอาหารได้ แต่กลับบังคับใจตัวเองให้หยุดคิดถึงอาหารไม่ได้เลยแถมฟุ้งซ่านถึงมันมากกว่าปกติอีก บางคนคงคิดว่าธรรมดาแหละก็หิวหนิก็ต้องคิดถึงอาหารสิแปลกตรงไหน? ตอนแรกก็คิดแบบนั้น แต่พอคิดให้ดีๆอีกทีถึงได้รู้ว่ามันไม่ใช่อ่ะ โดยเฉพาะตอนที่เราตั้งใจรักษาตัวเองด้วยการ "อดอาหาร" ก็ควรโฟกัสหรือเบี่ยงเบียนความสนใจไปที่สิ่งอื่นป่ะ แต่ความจริงคือ 13 วันที่ผ่านมาสิ่งที่ทำมากสุดคือดูแต่ภาพอาหารที่อยากกิน, วิธีทำอาหาร, อ่านรีวิว และหาร้านที่อยากไป คิดจินตนาการไปเรื่อยถึงรสชาดของอาหารว่ามันจะอร่อยอย่างนั้นอย่างนี้นี่แหละมั้งถึงไม่รอดถึง 14 วันตามที่ตั้งใจไว้ก็เพราะว่าวิญญาณชั้นมันไม่แกร่งกล้าพอ นึกถึงหลายศาสนาที่ฝึกละความอยากด้วยการอดอาหาร เช่นพระพุทธเจ้าก็เคยอดอาหาร, จาก Gospel of Peace ของศาสนาคริสต์ก็มีเรื่องที่พระเยซูบอกว่าสาเหตุที่ป่วยก็เพราะกรรมจากความตะกละตะกลามกินเยอะกินแย่กินไม่คิด ทำให้ร่างกายที่ถือว่าเป็น "วัด" ของเราสกปรกเกิดมีโรคร้ายตามมาแล้วก็แนะนำให้รักษาด้วยการอดอาหาร 7 วันแล้วชาวบ้านก็หายจริง ส่วนศาสนาอิสลามมีพิธีรอมฎอนถือศึลอดเพื่อรำลึกถึงคนยากไร้ที่ไม่มีอาหารกินและเพื่อรักษาโรคด้วย  แปลว่าการใช้วิธีอดอาหารเพื่อรักษาตัวเองและเพื่อยกระดับจิตวิญญาณมันมีมานานนมแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลยหนิ

ถ้าถามว่าการอดอาหารได้ช่วยพัฒนาวิญญาณเฟิร์สยังไงบ้าง ก็คงจะเป็นเรื่องที่เห็นคุณค่าของอาหารมากขึ้น ช่วยให้การกินเรียบง่ายขึ้นเปลี่ยนมุมมองที่มีต่ออาหารไปเลยแบบถาวรคือแต่ก่อนกินยากไม่อร่อยไม่กิน กินทิ้งกินขว้าง ต้องสรรหาร้านใหม่ๆ เก่าๆก็จะเบื่อไม่น่าตื่นเต้นไม่เพิ่มความอยากซึ่งมันส่งผลให้ชีวิตยากขึ้นด้วย ซึ่งการอดอาหารครั้งนี้มันทำให้เข้าใจหัวใจหลักในการกินว่าอาหารมันไม่จำเป็นต้องแปลกใหม่ ไม่ต้องน่าตื่นเต้น ไม่ต้องอร่อยที่สุด ไม่เกี่ยวกับความหรูหรือราคาว่าต้องแพง แต่แค่มันเป็นสิ่งที่กินแล้วทำให้อิ่มท้องแค่นั้นมันพอแล้วล่ะ อันนี้คือคิดได้นะ แต่ทำยาก 555



สำหรับใครที่กำลังมีปัญหาสุขภาพและอยากรักษาตัวเองด้วยวิธีอาหารล้างพิษแทนการกินยาหรือผ่าตัด เฟิร์สขอเชียร์ให้ทำเลยค่ะ อย่างน้อยคุณจะภูมิใจที่ได้ทำสิ่งดีๆกับตัวเอง ได้ล้างพิษ ได้รับผิดชอบต่อร่างกายภายในของตัวเองอย่างแท้จริง คุณจะได้รู้ว่าร่างกายคนเรามีความสามารถที่จะรักษาตัวเองได้ และคุณจะรู้สึกว่าได้กุมอำนาจที่จะควบคุมสุขภาพของตัวเองได้โดยไม่ต้องรอคำตอบของคนอื่นว่าต้องทำยังไงกับร่างกายของตัวเอง หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับใครที่สนใจวิธีนี้นะคะ ถ้าในอนาคตเฟิร์สได้ฟาสต์อีกก็จะเขียนเล่าให้ฟังกันอีกค่ะ ถ้าคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับการอดอาหารล้างพิษก็โพสเล่าให้ฟังในคอมเมนท์เป็นวิทยาทานแลกเปลี่ยนกันได้ หรือถ้ามีคำถามก็ยินดีตอบให้ค่ะ


Thursday, August 27, 2015

รีวิวก๋วยเตี๋ยวเจ ร้านกอบชัยอาหารเจ


วันนี้ไปโซ้ยก๋วยเตี๋ยวเจเจ้าที่ชอบกินที่สุด จริงๆแล้วร้านนี้มีอาหารหลากหลายตามสไตล์ร้านอาหารเจที่มีกับข้าวตักราด แต่วันนี้อยากกินก๋วยเตี๋ยวก็เลยไม่ได้สนใจถ่ายถาดๆทั้งหลาย ไปถึงก็สั่งเส้นเล็กพิเศษเพิ่มหมูพริกไทเจ 1 ชาม เครื่องแน่นปิดเส้นมิด ทั้งเห็ดหอม, เต้าหู้ทอดแบบที่ใส่ในพะโล้, โปรตีนเกษตรเหมือนหมูสับ และทางซ้ายมือคือหมูกระเทียมพริกไทเจที่สั่งเพิ่มมา



ควักๆเส้นขึ้นมาดู แว๊ก! น้ำซุปถูกเส้นดูดซับจนดูเหมือนเล็กแห้งไปเลย ขอเติมน้ำสิคะรออะไร!?

หันไปมองคนขาย นางกำลังกินข้าวอยู่กับใครไม่รู้ เกรงใจนะแต่ก็หยิบชามขึ้น หันไปมองหน้าคนขายพร้อมกับทำหน้าขอความช่วยเหลือ นางรับรู้ได้เองหรือเจอปัญหาน้ำแล้งบ่อยหรือไงไม่ทราบได้ แต่นางถามขึ้นมาเองเลย


เจ๊เจ   : "เติมน้ำปะคะ?"
เฟิร์ส  : "คร่า" ^_^

เป็นงะ! ดูคล่องคอขึ้นมากเลยเนอะ  เย้เย! ปรุงเสร็จ ชิมดูอร่อยดี ทั้งน้ำซุปที่ปรุงมาหอมมาก เต้าหู้ทอดเคี้ยวหนุบ เห็ดหอมที่กินแล้วรู้สึกสดชื่น หมูพริกไทก็อร่อยเข้ากั๊นเข้ากัน แต่เหมือนจะมีอะไรขาดไป.. อ่อ มันคือกระเทียมเจียวที่ไม่มี เพราะที่นี่คือร้านเจ แอบเซ็งกับคอนเซ็บเจที่ไม่กินกระเทียม บ่นไปงั้นแหละ จริงๆทำใจได้นานละกับความเจ แต่คือชอบกลิ่นกระเทียมเจียวในก๋วยเตี๋ยวมาก ถ้ากินที่บ้านก็นะใส่เพิ่มแน่นอน แต่ตอนนี้ขอมีความสุขกับเตี๋ยวชามนี้ก่อน เพราะแค่นี้ก็อร่อย เริ่ด คื่นช่ายที่โปรยโรยหน้ามาก็ช่วยให้หอมขึ้นได้เยอะ ชามนี้สั่งพิเศษเพิ่มหมูเจชามละ 40 บาท ไม่แพงเลยสำหรับอาหารยุคนี้

โชว์หมูเทียมพริกไทใกล้ๆอีกนิส เนื้อนุ่มๆเหมือนหมูนุ่ม MK ยอมรับว่าถึงแม้จะหยุดกินเนื้อสัตว์มานานแล้ว แต่บางครั้งก็นึกถึงรสสัมผัสของเนื้อบ้าง และเนื้อปลอมเหล่านี้นี่แหละที่ช่วยให้ไม่กลับไปกินเนื้อสัตว์จริง แถมมันดีกว่าเพราะว่าไม่มีกลิ่นสาบศพหมู ไม่มีสารแห่งความทุกข์ ความเครียด ความพยาบาท หวาดกลัว เจ็บปวดทรมานที่หลั่งไหลสูบฉีดไปทั่วอณูเนื้อตอนโดนเชือด ซึ่งไม่มีในหมูปลอมชิ้นนี้แต่อร่อยได้เหมือนกัน อิ่มท้องแบบเบาๆไม่หนักตื้อ และอิ่มใจได้ว่ากำลังทำสิ่งที่ดีต่อสุขภาพสัตว์ และสุขภาพของตัวเอง


ถ้าสนใจ ร้านนี้อยู่ตรงข้ามพันทิพย์งามวงศ์วานเดินเข้าไปลึกสุดจะเจอร้านนี้กอบชัยอาหารเจที่อยากแนะนำให้ไปลองกันค่ะ




Friday, January 2, 2015

สวัสดีปีใหม่ผู้อ่านทุกท่านที่แวะมา

ปีใหม่ปีนี้มี ส.ค.ส มาฝากผู้อ่านกันด้วยนะ แปลจากหนังสือขายดีอันดับหนึ่งสำหรับแนวพัฒนาด้านวิญญาณจิตใจให้มีสุขภาพดีเรื่องนี้ชื่อ "The 4 Agreements" เขียนโดย Don Miguel Ruiz นักเขียนผู้ถูกเรียกว่าเป็นเหมือนพ่อมดหรือผู้ทรงศีลของลัทธิจารีต Toltec สอนเกี่ยวกับศาตร์แห่งการพัฒนาตัวตนและจิตวิญญาณแบบโบราณที่อ่านแล้วเห็นว่าน่าสนใจและควรค่าแก่การเผยแพร่ต่อเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับใครที่กำลังอยากเป็นอิสระจากความทุกข์ทางใจ สวัสดีปีใหม่ขอให้แฮปปี้กันตลอดปีค่ะ


Friday, July 18, 2014

สัมภาษณ์อาจารย์เทควันโดชาวอเมริกัน กรณีก้อย รุ่งระวีนักกีฬาทีมชาติโดนโค้ชเชต่อย



"โค้ชบอกว่าเรามาแข่งขันนะไม่ได้มาเที่ยวต้องเตรียมพร้อม 
แล้วโค้ชเชก็ถามว่ามีกี่สนามพอตอบเสร็จก็โดนต่อยที่ท้อง 
ซึ่งน้องอีกคนก็โดนเหมือนกัน แต่หลังจากนั้นหนูก็โดนคนเดียว 
รวมแล้ว 10 กว่าหมัดได้"
จากกรณีของนักกีฬาเทควันโดหญิง ก้อย รุ่งระวีโดนโค้ชเกาหลี เช ยอง ซอก ต่อยรัวสิบกว่าหมัดเข้าที่หน้าและท้องจนอ้วกแตก เธอได้ออกมาโพสแฉการกระทำอันป่าเถื่อนของโค้ชเชในเฟซบุ้คว่ารับไม่ได้และจะไม่ทนจนเป็นที่กล่าวขานวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก คอมเม้นท์ส่วนใหญ่ออกแนวปกป้องโค้ชเชว่าทำถูกต้องแล้ว น้องก้อยน่ะแหละที่สมควรโดนเพราะผิดฐานไม่มีความพร้อมจนทำให้แข่งขันแพ้และพากันด่ากราดว่าเธอ จากเรื่องนี้ทำให้เกิดความสงสัยว่าการทำโทษแบบนี้ในวงการศิลปะป้องกันตัวเป็นเรื่องปกติที่ต้องยอมรับจริงๆหรือ? การทำโทษแบบนี้เป็นประโยชน์ต่อตัวนักกีฬาจริงมั้ย? หรือมันเป็นเพียงการระบายอารมณ์โกรธของผู้ชายที่ไร้สติ จึงได้ขอสัมภาษณ์กับอาจารย์สอนเทควันโดชาวอเมริกัน Eric Dubay นักกีฬาต่อสู้ผู้มีประสบการณ์สอนศิลปะป้องกันตัวหลายแขนงมากว่า 16 ปีดูว่าเค้ามีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง

อาจารย์แอริค
1. คุณคิดอย่างไรกับโค้ชเชที่ทำโทษนักกีฬาด้วยวิธีต่อยหน้าและท้อง

ตอบ: กรณีนี้ก็ไม่ต่างจากพ่อแม่ที่ตีลูก หรือครูที่ตีเด็กในห้องเรียนเพื่อให้หลาบจำจะได้ไม่ทำผิดอีก แต่ก็มีงานวิจัยออกมาเยอะมากว่าการกระทำแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น แต่ส่งผลเสียหลายอย่างเช่นจะทำให้ผู้ถูกกระทำกลายเป็นคนรุนแรง ไอคิวต่ำลง ทุกคนที่เรียนวิชาป้องกันตัวเรียนเพื่อเพิ่มความสามารถในการป้องกันตัวเองได้ ไม่ใช่เพื่อโดนทำร้ายร่างกายจากอาจารย์ผู้สอน
 
2. ในกรณีน้องก้อยที่ออกมาประจานการกระทำของโค้ชเช แต่กลับโดนคนส่วนใหญ่ในโซเชียลเน็ตเวิร์คด่าว่าผิดเองที่ไม่มีความพร้อมในการแข่งขันจนทำให้แข่งแพ้ คุณคิดว่าน้องก้อยสมควรโดนหรือไม่


ตอบ : 90% ของพ่อแม่ในโลกนี้ตีลูกตัวเองเพราะคิดว่าลูกสมควรโดนและยังคิดว่าการตีเป็นวิธีเลี้ยงลูกที่ดี ผมเลยไม่แปลกใจที่คนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการกระทำของโค้ชเช แต่ขอให้คน 90% นี้ได้ลองดูวีดีโอ The Bomb in the Brain ของนักปรัชญา Stefan Molyneux ที่พิสูจน์ว่าการทำโทษด้วยการทำร้ายร่างกายคือสิ่งแย่ที่สุดที่สามารถทำกับลูกหรือนักเรียนได้ รวมถึงแย่กับสังคมในอนาคตด้วย  

 
3.นักกีฬาเทควันโดไทยหลายคนที่เคยโดนโค้ชเชทำร้ายร่างกาย แต่ก็ยังอยากให้โค้ชเชกลับมา คุณคิดว่าเกิดจากสาเหตุใด

ตอบ : เป็นเหตุผลเดียวกันกับผู้หญิงที่โดนทำร้ายร่างกายโดยสามีแต่ยังไม่ยอมเลิกและเที่ยวบอกคนอื่นว่าจริงๆแล้วเขาเป็นคนดี การที่คนๆหนึ่งจะยอมเป็นเหยื่อขนาดนี้เป็นโรคจิตที่เรียกว่า Stockholm Syndrome หมายความว่าคนที่โดนทำร้ายร่างกายและถูกควบคุมจนชอบหรือกระทั่งรักคนที่ทำร้ายร่างกายตัวเอง

4.จากข่าวน้องก้อยบอกว่าโดนต่อย 10 กว่าหมัด แต่โค้ชเชออกมาบอกว่าไม่ได้ต่อย แต่แค่ตีที่หน้าและท้องเบาๆเป็นการทำโทษ คุณเชื่อใคร?


ตอบ : ผมเชื่อคนที่โดนทำร้ายไม่ใช่คนที่ลงมือทำร้าย คนที่ฝึกศิลปะป้องกันตัวปกติจะมีคุณธรรมและตั้งใจพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ถ้าโค้ชเชไม่สามารถบังคับตัวเองให้ไม่ทำร้ายร่างกายคนอื่นที่ทำในสิ่งที่เค้าไม่ชอบไม่ได้ มันก็แสดงให้เห็นว่าเค้าจำเป็นต้องพัฒนาคุณธรรมของตัวเองอีกมาก ผมสงสัยจังว่าถ้าสมมุติแคชเชียร์เกิดทอนเงินผิดเค้าจะตีที่หน้าแคชเชียร์ไหม ถ้าพนักงานเสิร์ฟเอาอาหารมาให้ผิด โค้ชเชจะตีท้องของเค้าไหม คงจะไม่ เพราะการกระทำแบบนี้ถือว่าผิดกฎหมายอาญา


5. คุณเคยแพ้ในการแข่งมั้ย? แล้วโค้ชทำโทษคุณอย่างไรบ้าง?

ตอบ : เคยแพ้แต่ไม่เคยโดนลงโทษ โค้ชไม่เคยลงโทษนักกีฬาเพราะการแพ้คือการลงโทษที่แย่มากพออยู่แล้ว โดยเฉพาะการแพ้จากกีฬาต่อสู้มันแปลว่าคนที่แพ้ผ่านการเจ็บตัวแน่นอน ซึ่งโค้ชจะให้กำลังใจตลอดและบอกว่าไม่เป็นไร กีฬามีแพ้มีชนะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่สุดของชีวิต

6.หากกรณีนี้เกิดขึ้นในประเทศอเมริกาแทนที่จะเป็นประเทศไทยคุณคิดว่าจะเป็นอย่างไร

ตอบ : โค้ชเชจะติดคุกแน่นอน และคนส่วนใหญ่จะบอกว่าเขาสมควรติดคุก เพราะการที่ผู้ชายทำร้ายร่างกายผู้หญิงเป็นสิ่งทุเรศ

เอาล่ะนั่นก็ความเห็นจากอาจารย์เทควันโดที่อยากให้ได้อ่านกัน ส่วนความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนที่ตัดสินใจเขียนเรื่องนี้ก็เพราะว่ารู้สึกอเน็จอนาถใจกับคนไทยที่ต่างพากันด่าคนที่โดนทำร้าย ทั้งๆที่มันเป็นเรื่องง่ายมากที่จะเข้าใจได้ว่าผู้ชายไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งอะไรถ้าทำร้ายผู้หญิงก็ไม่ต่างจากไอ้หน้าตัวเมีย ที่เป็นกันแบบนี้ก็เพราะคนไทยเราถูกสอนให้ยอม ยอม และยอมตกเป็นเบี้ยล่าง เราถูกสอนกันมาผิดๆว่าการตีคือการแสดงความรักและหวังดี ทั้งๆที่มันเป็นค่านิยมที่ผิดและบ้าที่สุด ผลของมันก็แสดงให้เห็นกันชัดเจนในวันนี้แล้วว่า ใครก็ตามที่ถูกทำร้ายที่กล้าพูดกล้ายืนสู้เพื่อตัวเองจะไม่ถูกเห็นใจ แต่จะโดนหมันไส้แทน เพราะคนไทยไม่ชินกับคนที่กล้าจะไม่ยอม คนไทยโดนล้างสมองด้วยคำว่า"ไม่เป็นไร" ถ้ามีใครกล้าหือคนนั้นจะกลายเป็นเป้านิ่งซะเอง แต่หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปมันจะแย่ลงเรื่อยๆ การปล่อยให้คนเลวทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจคือการยอมรับความหายนะโดยไม่ทำอะไรเลย


Tuesday, November 26, 2013

ต่อผม..เสี่ยงตาย


มีเรื่องสยองของการต่อผมมาเล่าให้ฟังกันอีกครั้งหลังจากเคยเขียนแชร์ไปแล้วรอบนึงเกี่ยวกับประสบการณ์ด้านลบของการมีผมปลอมอยู่บนหัวยาวนานถึง 5 ปี สำหรับเรื่องนี้คิดว่าหลายๆคนอาจเคยได้ิยินกันมาบ้างที่ว่าบางซาลอนไปเอาผมคนตายมาต่อใส่หัวลูกค้า ตรงนี้ก็ไม่แน่ใจว่ามือกรรไกรได้ทำเรื่องขอขมาเจ้าของผมหรือยัง เพราะเคยได้ยินมาว่าหลายนางต้องพบเจอเรื่องลึกลับกลางดึกกับเสียงทวงโหยหวนเอาผมกูคืนมา บ้างก็เจอผีหัวโล้นขูดกำแพง เฟิร์สเองเคยมีประสบการณ์เจอผีมาเยอะแต่ไม่เคยโดนเรื่องทวงผมกับเค้าซักที ยังแอบคิดในแง่ดีว่าไม่น่าจะมีใครไปโกนผมคนตายมาขายหรอกมั้ง แต่หลังจากอ่านข่าวนี้ ก็เริ่มจะเชื่อแล้วล่ะ

เป็นเรื่องราวของไอรีนสาวชาวเคนย่าที่ไปต่อผมมาและหลังจากนั้นสองอาทิตย์ก็เกิดอาการปวดหัวอย่างแรงแบบนอนไม่หลับทำงานไม่ไหวโดยไม่ทราบสาเหตุ เธอเลยลงทุนไปตรวจเลือดและสแกนสมองแต่ก็ไม่เจอสิ่งผิดปกติใดๆ แต่หลังจากลองให้หมอตรวจสภาพหนังศรีษะแล้วทั้งแพทย์และคนไข้ก็ต้องตกตะลึงเพราะใต้ผมปลอมอันเงางามกลับมีหนอนไชเข้าไปอยู่ใต้หนังศรีษะเพียบ แถมพอส่งไปให้แล็บตรวจก็เจอไข่อีกหลายจำนวน ที่สำคัญหนอนพวกนั้นเป็นชนิดที่ปกติจะพบได้ในศพคนตาย คุณหมอเลยลงความเห็นว่าเส้นผมที่เธอไปต่ออาจจะเป็นผมที่ตัดมาจากร่างไร้วิญญาณก็เป็นได้  ที่น่าเศร้าก็คือสุดท้ายไอรีนต้องจำใจเปลี่ยนสไตล์กลายเป็นสาวหัวโกร๋นเพราะต้องโกนทิ้งทั้งหัว เมื่อไถ่ถามถึึงเรื่องที่ว่ากับเจ้าของซาลอนก็ได้คำตอบมาว่า"เส้นผมที่ใช้ต่อให้กับลูกค้าจะรับมาจากประเทศอังกฤษ,อเมริกาและอินเดีย เหตุการณ์นี้ทำให้ชีช็อกมากๆ และไอรีนเป็นลูกค้าคนแรกในประวัติศาสตร์ร้านที่ได้ไข่แมลงไปเลี้ยงในกะโหลก แต่จากประสบการณ์ของคุณหมอ CK Musau แห่งรพ.ไนโบรีกลับบอกว่าเค้าเจอเคสแบบนี้มามากกว่า 10 ครั้งแล้วในเวลาแค่ 6 เดือน มีหนึ่งรายที่ไม่โชคดีแบบไอรีนเพราะต้องตายในวัยเพียง 16 ปีจากอาการเดียวกัน หลังจากที่เธอเสียชีวิตก็พบว่ามีไยแมงมุมในเส้นผมด้วย เหตุผลที่ว่าทำไมไข่แมงมุมมันถึงไปฟักบนหัวหลังจากที่ต่อผมแล้วก็คือเมื่อเส้นผมจากคนตายย้ายมาอยู่บนหัวของคนเป็นก็จะมีอุณหภูมิที่เหมาะสมในการฟักไข่มากกว่า หลังจากมันออกมาเป็นตัวแล้วก็จะกัดแทะหนังศรีษะและปล่อยพิษเข้าไปจนทำให้เสียชีวิต 

เอาล่ะสิ งานนี้สาวๆที่อยากจะต่อผมคงจะเริ่มนอยด์กันแล้วว่านี่กรูจะเป็นเหยื่อรายต่อไปมั้ยเนี่ย? ขอแนะนำว่าด่านประการแรกที่จะช่วยให้ชีวิตปลอดภัยจากด้านมืดของการเสิรมสวยแบบไร้สติก็คือการสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง ฝึกให้ตัวเองสบายใจกับธรรมชาติและร่างกายของตัวเองในกระจกให้ได้ เพราะความสุขที่แท้จริงคือการที่สามารถยอมรับ และพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีให้มากที่สุด สามารถออกไปเดิน นั่ง ยืนท่ามกลางคนอื่นๆได้แบบไม่ต้องห่วงว่าใครจะคิดอย่างไรกับสภาพภายนอกในตอนนั้น เมื่อคิดได้แบบนี้ความมั่นใจจะเกิดขึ้น แคร์คนอื่นน้อยลง และมันจะช่วยให้คุณดูดีในแบบของตัวเองได้ไม่ยาก แต่ที่สำคัญต้องเปลี่ยนความคิดก่อนไม่ใช่เปลี่ยนตัวเองให้คนอื่นชอบ ส่วนใครที่คิดว่ากำลังจะไปต่อผมแต่เริ่มจะเปลี่ยนใจหลังอ่านเรื่องนี้ เฟิร์สขอแนะนำวิธีที่ช่วยให้ผมหนาและยาวแบบวิธีธรรมชาติจากประสบการณ์ของเฟิร์สเอง เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่ผมบาง ยังไงลองเข้าไปอ่านได้ในบทความนี้เลยนะคะ 

Tuesday, November 5, 2013

โปรดเห็นใจฝรั่งบ้าง


ถ้าไม่ได้มีแฟนฝรั่งก็คงไม่รู้ว่าฝรั่งที่มาอาศัยอยู่บ้านเราเึ้ึค้าโดนกันแบบนี้ เกือบทุกครั้งที่ออกไปข้างนอกด้วยกัน สังเกตุว่ามักจะมีเสียงตะโกนไล่หลัง "ฝรั่ง ฝรั่ง!" ราวกับว่าคนที่พูดไม่เคยพบเห็นคนต่างชาติผิวขาวผมทองมาก่อน
  มันจะไม่แปลกเลยถ้าคนที่ตะโกนเป็นเด็กตัวเล็กๆที่เห็นอะไรก็ชี้นิ้วทักเสียงดังเพราะมันเป็นธรรมชาติของเด็กที่เข้าใจได้ แต่ที่โดนอยู่ประจำนี่มันยากที่จะทำใจไหวเพราะเป็นผู้ใหญ่ที่โตพอจะแยกแยะว่าอะไรควรอะไรไม่ควรได้แล้ว ทำให้รู้สึกว่าเวลาออกไปไหนกับแฟนหาความสงบได้ยากจัง น่าเห็นใจที่สุดก็คือตลอด 9 ปี ที่เค้าย้ายมาปักหลักอยู่บ้านเราเค้าโดนแบบนี้เป็นประจำ ลองคิดภาพเดินอยู่ดีๆมีเสียงลอยมาFarang! Farang! Hey you! Hello Hello!  Yo Man Yoจะว่าอยากฝึกภาษาก็ไม่น่าใช่ เพราะเคยหันไปมองหน้าเจ้าของเสียงเค้าดันกลับเงียบฉี่บางทีก็หลบสายตาซะอย่างงั้น หนักหน่อยก็ Fuck You!  บางทีก็ Go Home! บ้างล่ะ ลองคิดดูว่าถ้าเราไปอยู่ประเทศอื่นแล้วโดนคนประเทศนั้นตะโกน Hey Thai ใส่เป็นกิจวัตรทุกวันก็คงจะไม่ชอบเหมือนกันใช่มั้ย เหมือนโดนล้อเลียน ความรู้สึกไม่ได้เป็นมิตรเลย อึดอัดแทนจริงๆ อย่างเช่นวันนี้ตอนกลับจากกินข้าวกำลังเดินจูงมือกันอยู่ก็มีชายไทยขับมอไซค์มา ช่วงที่สวนกันมีหันมองจ้องหน้าแล้วตะโกนว่า "เหี้ย" ก็ไม่เข้าใจว่าฝรั่งไปทำให้เค้าอารมณ์เสียขนาดต้องปล่อยสัตว์เลื้อยคลานออกมาแบบนี้ทั้งๆที่เดินอยู่ดีๆ  ใครที่ชอบตะโกนใส่ฝรั่งแบบนี้โปรดหยุดเถอะ เพราะมันไม่ได้ช่วยให้คนไทยดูเป็นมิตรในสายตาคนต่างชาติเลยซักนิด เหมือนคุณพยายามรบกวนเค้าจนฝรั่งหลายๆคนที่เคยใฝ่้ฝันอยากมาเที่ยวเมืองไทยกลับต้องมาเจอกับคนไทยบางคนที่ทำให้เค้ารู้สึกว่าโดนเหยียดเชื้อชาติ   อีกหนึ่งอย่างที่น่าเห็นใจก็คือการไปโก่งราคา ไม่ว่าจะอาหาร เสื้อผ้า หรือค่าเข้าสถานที่่ท่องเที่ยวต่างๆที่มีการตั้งราคาคนไทย ราคาฝรั่งที่่ต่างกัน 2-3 เท่าไว้อย่างชัดเจน ทั้งๆที่ประเทศอื่นในโลกนี้ไม่มีการเอาเปรียบนักท่องเที่ยวแบบนี้ เพียงเพราะว่าเราคิดว่าบ้านเมืองเค้าเจริญกว่าหรือมีปัญญาจ่ายค่าเครื่องบินมาเที่ยวไทยแลนด์ฺก็ไม่ได้แปลว่าเค้าอยากจะจ่ายแพงกว่าจริงมั้ย และที่น่าเศร้าก็คือคนไทยหลายๆคนแทนที่จะเห็นใจและช่วยกันเปลี่ยนพฤติกรรมเห็นแก่ได้แบบนี้ กลับรู้สึกภูมิใจที่ไปโกงเค้าได้สำเร็จ โดยหารู้ไม่ว่าภาพลักษณ์สยามเืมืองยิ้มคนไทยผู้อ่อนโยนได้แตกกระจายไปแล้ว บางคนถึงขั้นสาบส่งว่าจะไม่มาเหยียบบ้านเราอีกเลย ใครที่มีเพื่อน หรือแฟนเป็นฝรั่ง มีประสบการ์ณแบบนี้บ้างมั้ยคะ แล้วรับมือกันยังไงบ้าง มาแชร์กันค่ะ  

Thursday, July 11, 2013

ประวัติและด้านมืดของน้ำยาทาเล็บ


รู้มั้ยว่าการทาเล็บมีประวัติยาวนานถึงเจ็ดพันกว่าปีมาแล้วถือกำเนิดขึ้นที่ประเทศอินเดียและพวกเค้าก็ใช้เฮนน่าเนี่ยแหละเอามาเป็นสีทาเล็บด้วย ต่อมาในสมัยอียิปโบราณเหล่าราชินีก็นิยมตกแต่งเล็บมือเท้าด้วยสีแดงเจิดจ้าแสดงถึงบารมีประจำตัวว่าข้าน่ะเข้มแค่ไหน เช่นพระนางเนเฟอร์ติติทาสีแดงทับทิม,คลีโอพัตราทาสีแดงเลือด ส่วนสามัญชนคนธรรมดารวมถึงเหล่าทาสทั้งหลายก็มีสิทธิทาได้แค่สีซีดๆจางๆเท่านั้นแหละนะ

สปาเล็บสมัยอีิยิปโบราณ


ในประเทศจีนเองก็เหมือนกันที่การทาเล็บถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความมั่งคั่งและสถานะทางสังคม เ่ช่นในสมัยราชวงศ์หมิงจะมีเฉพาะเหล่าราชนิกุลเท่านั้นที่ได้รับสิทธิให้ทาเล็บด้วยสีแดงและดำ ส่วนในสมัยราชวงศ์โจวก็็ดูดีมีระดับได้อีกเพราะเลือกทาแต่สีเงินทอง มีไฮไลท์อยู่ที่เหล่าสตรีชั้นสูงยุคนั้นจะตั้งใจไม่ยอมตัดเล็บจนยาวเฟื้อยเป็น10 ซม.เพื่อบอกเป็นนัยๆว่าชั้นคือคุณนายไฮโซผู้มีชีวิตสุขสบายเกินกว่าต้องคอยตัดเล็บเพื่อทำงานหนักดั่งพวกชนชั้นแรงงาน  ส่วนน้ำยาทาเล็บที่ใช้ในยุคนั้นก็เป็นสูตรที่ีคนจีนคิดค้นขึ้นมาเองจากธรรมชาติล้วนๆส่วนผสมมีแค่ขี้ผึ้ง,ไข่ขาว,อาราบิกกัม,เจลาติน,สีที่สกัดจากดอกไม้ และแร่เงินทอง แต่กว่าจะแห้งก็..รอนาน..หน่อยนะ


สงสัยมั้ยว่าแล้วน้ำยาทาเล็บที่ขายกันตอนนี้เค้าไปได้รับอิทธิพลมาจากไหนกัน? ย้อนไปในยุค 30's น้ำยาทาเล็บขวดแรกของโลกได้อุบัติขึ้นจากไอเดียของมิเชล หญิงสาวชาวฝรั่งเศสที่ำทำงานอยู่ในโรงงานผลิตสีรถยนต์ วันนึงชีเกิดได้แรงบันดาลใจจากสีไฮกลอสที่ใช้พ่นกันในอู่ ด้วยหลงไหลในความเงางาม ทนฝน สะท้อนแดด ไม่หลุดลอกกระเทาะง่าย ทาแล้วยังแห้งไวไ่ม่ต้องใช้เวลามาก จึงเกิดความคิดเอาสีทารถมาประยุกต์ใช้เทใส่ขวดเสียบแปรงเี้ี้ร่ขายตามบิวตี้ซาลอนต่างๆซะเลย ผลปรากฎว่าสินค้าตีตลาดแรงเกินคาด จนเจ้าของบริษัทผลิตสีรถยนต์แห่งนั้นเปลี่ยนชื่อจาก Revson มาเป็น Revlon จนถึงทุกวันนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไ่่ม่ยอมเปลี่ยนแปลงก็คือสารเคมีที่ใช้ในน้ำยาทาเล็บที่ขายกันเกลื่อนกลาดในปัจจุับันมันยังมีส่วนผสมไม่ต่างจากแบบที่ใช้ทำสีรถยนต์ ขนาดที่ว่าเคยมีชายหนุ่มเอาน้ำยาทาเล็บมาทารถประชดรักก็ปรากฎมาแล้ว 




ยังไงก็ต้องขอขอบคุณเจ้าของไอเดียที่ทำให้ผู้หญิงเราได้มีน้ำยาทาเล็บใช้กันจนวันนี้ แต่ด้านมืดก็คือส่วนผสมที่ใช้มันไม่ปลอดภัยพอที่จะเอามาให้มนุษย์สูดดมหรือทาลงบนเล็บเอาซะเลย แถมยังถือเป็นขยะอันตรายที่ต้องทิ้งให้ถูกวิธีเพื่อป้องกันสารพิษปนเปื้อนสู่ธรรมชาติอีกด้วย รู้มั้ยว่าน้ำยาทาเล็บโดนจัดให้เป็นเครื่องสำอางค์ที่มีพิษสูงที่สุด โดยเฉพาะ  Toxic Trio 3 สารที่เป็นส่วนผสมหลักๆที่ก่อให้เกิดมะเร็ง เป็นอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์และการเจริญเิติบโตของทารกในครรถ์ เพียงแค่ไอระเหยที่ลอยออกมาก็เป็นพิษต่อปอด ทำให้ระคายเคืองตา ทำลายภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอในระยะยาว โชคร้ายสุดคือบรรดาลูกจ้างระยะยาวตามร้านซาลอนถึงกับต้องล้มป่วย บ้างเป็นโรคปอดทั้งๆที่ไม่สูบบุหรี่ บ้างก็เป็นมะเร็งนม มะเร็งหน้า ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าการทำงานในร้านเสริมสวยทำให้ต้องสะสมสารพิษรวมถึงจากน้ำยาทาเล็บด้วย! อนิจจัง อยากเปลี่ยนอาชีพก็สายไปเสียแล้ว





สภาคุ้มครองผู้บริโภคแฉเจอสารพิษตอนสุ่มตรวจน้ำยาทาเล็บเพียบเลย
เหตุที่น้ำยาทาเล็บสูตรทารถยังคงขายได้มาตลอด 80 กว่าปีแบบไม่มีโดนแบนหรือเปลี่ยนสูตร เป็นเพราะผู้ผลิตและอย.ไม่ได้แคร์สุขภาพของผู้บริโภคมากพอที่จะปรับส่วนผสมให้ปลอดภัยกว่ายกเว้นจะปรับแต่ราคาให้สูงขึ้น อีกเหตุผลที่ปฎิเสธไม่ได้ก็คือผู้หญิงเราเมื่อตกอยู่ในภวังค์อยากสวยแล้วส่วนใหญ่ก็จะละเลยเพิกเฉยต่อความปลอดภัยของตัวเองไปสิ้น เคยมั้ยที่ต่อให้เหม็นแค่ไหนชั้นก็ยินดีกลั้นใจทาจนเล็บสุดท้าย ตอนอยากได้ขวดใหม่ก็เลือกหาแต่สีสันที่ถูกใจ ยิ่งยี่ห้อไหนติดทนนานก็ยิ่งเป๊ะถือว่ามีคุณภาพดี แต่หากต้องแลกกับการรับพิษเข้าร่างเพิ่มมันทุกครั้งที่ทา แล้วยังจะคิดว่ามันมีคุณภาพดีอยู่อีกมั้ย? โดยเฉพาะในยุคมะเร็งครองโลกด้วยแล้วเรายิ่งต้องป้องกันตัวเองจากสารอันตรายที่แฝงอยู่ในสินค้าไ่ม่ใช่อาบยาพิษบนนิ้วมืออย่างไม่หยุดหย่อน คิดอีกทีเล็บก็ไม่ใช่กระโปรงรถซะด้วยที่ต้องทาทับด้วยสีอุตสาหกรรมตลอดเวลา ยิ่งถ้าไม่ปล่อยให้มันได้เปลือยรับออกซิเจนบ้างอาจก่อปัญหาเล็บเหลืองตามมาซึ่งนอกจากจะไม่สวยแล้วยังดูป่วยกว่าเดิมอีก


ยาทาเล็บสูตรน้ำ ไร้สารพิษ Natural First 

หากคุณเป็นคนนึงที่ชอบทาเล็บแต่ไม่เต็มใจสะสมสารพิษเข้าร่าง ปัจจุบันนี้มีนวัตกรรมใหม่สดๆร้อนๆออกมาเป็นน้ำยาทาเล็บสูตรน้ำที่นับเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับใครที่ห่วงใยสุขภาพและอยากช่วยโลกของเราให้เฮลตี้ขึ้น  คิดค้นโดยผู้ผลิตอินดี้เจ้าของบล็อกผู้มีความฝันอยากให้ผู้หญิงทาเล็บได้อย่างสุขกาย สบายใจ ไร้กลิ่นเหม็นฉุน เด็กทาได้ คนท้องคนก็ทาได้ ไม่ต้องใช้น้ำยาล้างเล็บด้วยนะแค่แช่มือลงในน้ำ 3 นาทีแล้วสะกิดๆตรงมุมเล็บ สีก็จะหลุดออกมาปั๊บ ตัวฝาขวดเป็นงานแฮนด์เมดทำด้วยไม้มะพร้าวเพราะอยากให้ทุกชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำกันซักขวดเดียว สนใจอยากเปลี่ยนประสบการณ์การทาเล็บก็คลิกเข้าไปเลือกซื้อสีที่ถูกใจกันได้ที่ www.nfcosmetics.com รับรองว่าจะติดใจจนไม่อยากกลับไปดมกลิ่นเหม็นๆแบบเก่าอีกแน่นอนจ้า